“สถานการณ์ฉุกเฉิน” เป็นสถานการณ์ที่สามารถเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้นผู้ขับขี่อย่างเราควรเตรียมรับมือและเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ เพื่อลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นรถเสีย รถยางแตก รถตกน้ำ หรือเกิดการชนกับรถคันอื่น นอกจากการรู้วิธีรับมือเบื้องต้นแล้ว การทำความเข้าใจ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ที่มีอยู่ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเมื่อเกิดเหตุจริงจะได้รู้ว่าควรติดต่อใคร แจ้งเคลมประกันทำได้อย่างไร และกรมธรรม์ที่มีอยู่มีความคุ้มครองอะไรบ้าง
เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น สิ่งแรกที่ควรทำคือ ตั้งสติ อย่าตื่นตระหนก จากนั้นหากสามารถขับรถต่อได้ให้ประคองรถจอดข้างทางให้ห่างไกลจากเส้นทางจราจร พร้อมเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน แต่หากรถเสียกลางทางจนขับต่อไม่ได้ ให้เปิดไฟฉุกเฉินทันที และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอความช่วยเหลือ
● เปิดไฟฉุกเฉิน เมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุหรือแม้แต่รถเสีย ควรเปิดไฟฉุกเฉินเป็นอย่างแรก เพื่อเป็นสัญญาณแจ้งรถคันอื่นให้ทราบว่ามีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกับรถเรา
● ประเมินสถานการณ์ หากคุณอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย เช่น อยู่บนทางด่วนที่รถใช้ความเร็วสูงหรือบนถนนที่ไม่ปลอดภัย ควรอยู่ในรถยนต์ และเปิดไฟฉุกเฉินจนกว่าจะได้รับความช่วยเหลือ
● ติดต่อขอความช่วยเหลือ โทรหาเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ที่อยู่ใกล้เคียง
โดยเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินมีดังนี้
หากมี ประกันอุบัติเหตุรถยนต์ หรือประกันรถยนต์ที่มี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน ก็สามารถเป็นอีกตัวช่วยเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดได้ ทั้งนี้ควรตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขในกรมธรรม์ก่อนเดินทาง
สำหรับ ประกันรถยนต์ชั้น 1 Chubb Smart Drive มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง เช่น บริการพ่วงแบตเตอรี่ เปลี่ยนยางอะไหล่ เติมน้ำมันฉุกเฉิน ช่างกุญแจ และบริการรถยก-ลาก รวมถึงบริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์กรณีรถเสียฉุกเฉิน โดยรายละเอียดเป็นไปตามเงื่อนไขของบริการและกรมธรรม์ ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการด้านสินไหมรถยนต์ และช่องทางติดต่อของ ชับบ์ได้ที่เว็บไซต์
● มีอุปกรณ์ฉุกเฉินติดรถไว้ การมีชุดเครื่องมือฉุกเฉิน เช่น ชุดปฐมพยาบาล ป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสง สัญลักษณ์ฉุกเฉิน ชุดเติมลมยางหรือชุดเปลี่ยนยางอะไหล่ สายพ่วงแบตเตอรี่ และเครื่องมือฉุกเฉินอื่น ๆ ในรถยนต์ของคุณ จะเป็นประโยชน์และช่วยอำนวยความสะดวกทั้งต่อตนเองและผู้ที่มาช่วยเหลือคุณให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น
● เช็กความคุ้มครองประกันไว้ล่วงหน้า นอกจากการเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินติดรถแล้ว การ เช็คกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ก็เป็นอีกสิ่งที่ควรทำ โดยเฉพาะก่อนเดินทางไกล เพราะกรมธรรม์แต่ละแบบอาจมีรายละเอียดความคุ้มครองและบริการช่วยเหลือที่แตกต่างกัน เช่น บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน ซึ่งสามารถช่วยลดความกังวลเมื่อเกิดเหตุรถเสียหรือเหตุฉุกเฉินระหว่างทางได้
หลายคนอาจจะคิดว่ารถตกน้ำหรือจมน้ำเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ในความเป็นจริงแล้วอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อโดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนทั้งนั้น การรู้วิธีการปฏิบัติตัวเบื้องต้นจึงสำคัญมากเพื่อลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุนี้
1. รีบลดกระจกทุกบานลงโดยทันที ขณะที่น้ำยังท่วมไม่มิดคัน ซึ่งหากเครื่องยนต์ดับกุญแจจะยังคงอยู่ในตำแหน่ง ON ยังสามารถลดกระจกลงได้
2. ปลดล็อกสายเข็มขัดนิรภัย ของตนเองแล้วค่อยปลดล็อกให้ผู้โดยสารคนอื่น ๆ
3. รีบปีนออกทางหน้าต่าง โดยไม่ต้องนำสิ่งของมีค่าออกมาจากรถ เมื่อออกจากรถได้แล้วจึงพยายามช่วยผู้โดยสารคนอื่น ๆ ภายหลัง
4. ว่ายหนีให้ห่างจากตัวรถ หาทางขึ้นฝั่งแล้วจึงขอความช่วยเหลือ
5. โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย ในกรณีมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือหมดสติ ให้โทรขอความช่วยเหลือหน่วยทางการแพทย์ผ่านเบอร์เหล่านี้
■ 1669 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน
■ 1646 ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์
เช็คเบอร์ฉุกเฉินเพิ่มเติมได้ที่ : รวมเบอร์ฉุกเฉินที่ควรมีติดเครื่อง ช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดเหตุ
กรณีที่ไม่สามารถปีนออกได้เพราะกระจกไม่สามารถเปิดได้ ให้ใช้อุปกรณ์ที่มีในรถ เช่น ถอดพนักพิงศีรษะแล้วนำก้านเหล็กงัดกระจกให้แตก หรือของแข็งเพื่อทุบกระจกให้แตก โดยให้กระแทกตรงมุมกระจกฝั่งคนขับหรือผู้โดยสาร เพราะจะแตกง่ายกว่าตรงกลางบานกระจก เมื่อกระจกแตกแล้ว ให้ใช้ผ้า เสื้อผ้า หรือสิ่งของที่มีในรถปัดเศษกระจกออกเพื่อป้องกันการถูกกระจกบาด
หลังจากออกจากรถและอยู่ในจุดที่ปลอดภัยแล้ว หากรถได้รับความเสียหาย ควรติดต่อบริษัทประกันภัยเพื่อตรวจสอบขั้นตอนการแจ้งเหตุและความคุ้มครองตาม กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ที่ทำไว้ โดยเฉพาะผู้ที่มี ประกันรถยนต์ชั้น 1 ควรตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มครองของกรมธรรม์ว่าครอบคลุมความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างไร
เช่น ขับรถชนเสา ชนกำแพง หรือเฉี่ยวชนสิ่งกีดขวางโดยไม่มีรถหรือบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง หากเกิดเหตุ ให้ตรวจสอบความปลอดภัยและความเสียหายของรถ หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ควรถ่ายภาพบริเวณที่เกิดเหตุและความเสียหายของรถไว้เป็นหลักฐาน จากนั้น แจ้งบริษัทประกันภัยโดยเร็ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่แนะนำขั้นตอนการเคลมและการดำเนินการต่อไป
สำหรับ ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 การเแจ้งเคลมแบบไม่มีคู่กรณี ชับบ์สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือด้านสินไหมได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเจ้าหน้าที่จะแนะนำขั้นตอนที่เหมาะสมกับกรณีที่เกิดขึ้น
หากเกิดอุบัติเหตุที่มีรถหรือบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ให้หยุดรถในจุดที่ปลอดภัย และเก็บข้อมูลที่จำเป็น เช่น ภาพความเสียหายของรถ สภาพแวดล้อมบริเวณที่เกิดเหตุ และหมายเลขทะเบียนรถของคู่กรณี รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง จากนั้น แจ้งบริษัทประกันภัยโดยเร็ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการและแนะนำขั้นตอนที่เหมาะสม โดยประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองความรับผิดต่อ บุคคลภายนอก จะช่วยดูแลความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของคู่กรณีตามเงื่อนไขและวงเงินตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
หากเป็น ประกันรถยนต์ชั้น 1 ความคุ้มครองโดยทั่วไปมักครอบคลุมความเสียหายต่อตัวรถจากอุบัติเหตุ ทั้งกรณีมีและไม่มีคู่กรณี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของกรมธรรม์
ดังนั้น ก่อนเดินทางจึงควร เช็คกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้ทราบว่าความคุ้มครองครอบคลุมกรณีใดบ้าง วงเงินความคุ้มครองเท่าไร มีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นใด และต้องติดต่อใครเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน พร้อมกับศึกษารายละเอียด คำแนะนำขั้นตอนการเคลม เพื่อเตรียมข้อมูลและดำเนินการได้อย่างถูกต้องล่วงหน้า
กล้องติดรถยนต์เป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากสำหรับผู้ขับขี่ ในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ต่าง ๆ เราลองมาดูข้อดีของกล้องติดรถยนต์และเหตุผลที่คุณควรติดไว้ในรถของคุณ
1. บันทึกวิดีโอขณะเกิดอุบัติเหตุ ถ้าเกิดการชนหรืออุบัติเหตุ วิดีโอที่ถูกบันทึกไว้สามารถช่วยแสดงให้เห็นถึงการขับขี่ของคุณและเหตุการณ์ที่ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งจะช่วยแสดงให้เห็นว่าใครเป็นฝ่ายผิด กล้องติดรถยนต์จะบันทึกภาพและเสียงที่เกิดขึ้นบริเวณรอบ ๆ รถของคุณ ซึ่งจะช่วยให้คุณมีหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงและป้องกันการถูกใส่ร้ายหรือถูกเอาเปรียบ
2. เพิ่มมุมมองการขับขี่ บางรุ่นสามารถใช้เป็นกล้องถอยหลังได้หรือใช้เพื่อดูรถที่ขับตามหลังมา ช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น
3. บันทึกความผิดปกติแม้ไม่ได้ขับ บางรุ่นเมื่อจอดรถไว้เฉย ๆ ยังสามารถทำงานได้เมื่อรถถูกกระแทกหรือรถมีการสั่นไหว ซึ่งจุดนี้เป็นข้อดีเพราะคุณอาจจอดรถไว้เฉย ๆ แต่มีรถคันอื่นมาชนแล้วหลบหนี กล้องจะทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้เพื่อเป็นหลักฐานให้คุณส่งต่อให้บริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์ของคุณเพื่อดำเนินการต่อไป
กล้องติดรถยนต์เป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากสำหรับผู้ขับขี่ ไม่เพียงแต่ช่วยบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนท้องถนน แต่ยังช่วยลดค่าเบี้ยประกันรถยนต์ได้อีกด้วย ตามคำสั่งนายทะเบียนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บริษัทประกันภัยจะต้องให้ส่วนลดค่าเบี้ยประกันรถยนต์ 5-10% ของเบี้ยประกันภัยสุทธิ สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งกล้องวงจรปิดหน้ารถเอาไว้
1. ตรวจสอบใบปัดน้ำฝน
ใบปัดน้ำฝนเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดในหน้าฝน ควรตรวจสอบยางใบปัดน้ำฝน ว่าแข็งตัวหรือมีรอยแตกหรือไม่ ดูความสะอาดของใบปัด รวมถึงการทำงานของมอเตอร์ปัดน้ำฝนว่าปกติอยู่หรือไม่ และควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนเมื่อเสื่อมสภาพ หรือเปลี่ยนทุก ๆ 1 ปี
2. เติมและตรวจสอบน้ำยาฉีดกระจก
น้ำยาฉีดกระจกช่วยทำความสะอาดคราบสิ่งสกปรกบนกระจก โดยควรเติมน้ำยาให้เต็ม ตรวจสอบหัวฉีดว่าไม่อุดตัน และเลือกใช้น้ำยาที่มีคุณภาพเพื่อลดการเกิดคราบน้ำ
3. ตรวจเช็กระบบเบรก
ระบบเบรกควรอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เพราะขณะฝนตกนั้นถนนลื่น ส่งผลให้ระยะเบรกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นควรทดสอบการทำงานของเบรกก่อนออกเดินทางทุกครั้ง รวมถึงเช็กผ้าเบรกว่าสึกหรอหรือไม่ และหากเหยียบเบรกแล้วจมลึกผิดปกติ แนะนำให้รีบตรวจสอบโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ หรือนำรถเข้าศูนย์บริการโดยเร็วที่สุด
4. ดูแลยางและลมยาง
ยางรถเป็นจุดสัมผัสเดียวระหว่างรถกับถนน จึงควรดูแลอย่างเหมาะสมเมื่อถึงช่วงหน้าฝน โดยเติมลมยางตามค่าที่กำหนดในคู่มือ ตรวจสอบดอกยางว่ามีเหลือลึกพอสำหรับการรีดน้ำ เช็กสภาพยางว่าไม่มีรอยแตกหรือบวม นอกจากนี้ ควรตั้งศูนย์ล้อ เพื่อให้สามารถขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. ตรวจสอบระบบไฟส่องสว่างรอบคัน
ระบบไฟส่องสว่างเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญในหน้าฝน โดยเฉพาะเมื่อฝนตกหนักหรือพายุเข้า เนื่องจากฝนจะทำให้ทัศนวิสัยลดลง ผู้ที่ขับขี่ตามท้องถนนจึงต้องอาศัยไฟส่องสว่างในการมองเห็น ควรตรวจสอบให้ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเบรก ไฟเลี้ยว และไฟฉุกเฉิน
6. ดูแลแบตเตอรี่
ความชื้นสูงอาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าเดิม โดยเจ้าของรถควรตรวจสอบขั้วแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ และคอยสังเกตถึงคราบเขียวหรือคราบขาวที่บริเวณขั้วแบตเตอรี่ หากมี ควรรีบทำความสะอาดทันที
ส่วนรถคันใดที่ใช้แบตเตอรี่แห้งหรือกึ่งแห้ง ควรเช็กระดับน้ำกลั่นว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมไหม นอกจากนั้น ควรทดสอบแรงดันไฟฟ้าว่าอยู่ในระดับที่ปกติ โดยให้ลองบีบแตรรถยนต์ค้างไว้ และสังเกตว่าความดังของแตรลดลงหรือไม่ ถ้าหากบีบแตรเบาลงเรื่อย ๆ หรือบีบแล้วไม่ดัง แสดงว่ากำลังไฟจากแบตเตอรี่อาจไม่เพียงพอ
หากตรวจพบว่ารถมีปัญหาและไม่สามารถเดินทางต่อได้ ควรหลีกเลี่ยงการฝืนขับและขอความช่วยเหลือจากผู้ให้บริการประกันภัย โดยชับบ์มี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมงภายในประเทศไทย สำหรับประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เพื่อช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างเดินทาง
7. ตรวจสอบซีลยางตามจุดต่าง ๆ
ในช่วงหน้าฝน น้ำอาจไหลซึมเข้ามาตามจุดต่าง ๆ ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นยางขอบประตูป้องกันน้ำรั่วเข้าห้องโดยสาร ซีลยางใต้ฝากระโปรงสำหรับป้องกันน้ำเข้าเครื่องยนต์ รวมถึงยางรอบกระจกที่ป้องกันน้ำซึม ควรตรวจสอบจุดเหล่านี้บ่อย ๆ และหากพบยางเสื่อมสภาพควรเปลี่ยนหรือซ่อมแซมจุดที่เสื่อม
แม้จะเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินบนท้องถนนเป็นอย่างดี แต่เหตุไม่คาดคิดก็อาจเกิดขึ้นได้ การมีประกันภัยรถยนต์จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะ ประกันรถยนต์ชั้น 1 Chubb Smart Drive ที่ให้ความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์จากอุบัติเหตุ รวมถึงกรณีรถสูญหาย น้ำท่วม ไฟไหม้ และภัยธรรมชาติ ตามเงื่อนไขและขอบเขตความคุ้มครองที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ นอกจากนี้ ยังมี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง เช่น บริการพ่วงแบตเตอรี่ เปลี่ยนยางอะไหล่ เติมน้ำมันฉุกเฉิน ช่างกุญแจ และบริการยกลาก ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขและขอบเขตการให้บริการที่บริษัทกำหนด
เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แจ้งชับบ์ได้อย่างไร
เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่ควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และแจ้งบริษัทประกันภัยโดยไม่ชักช้า เพื่อให้บริษัทสามารถตรวจสอบความเสียหายและให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการด้านสินไหมได้อย่างเหมาะสม โดยสามารถติดต่อ ศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ ชับบ์สามัคคีประกันภัย โทร. 1758 กด 2 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อแจ้งเหตุและสอบถามคำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินการด้านสินไหม
หมายเหตุ
1. ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
2. รับประกันภัยโดย บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) 2/4 อาคารชับบ์ ชั้นที่ 12 โครงการนอร์ธปาร์ค ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
3. เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด