เมื่อฤดูฝนมาเยือน หลายคนคิดว่าการดูแลรถยนต์หน้าฝนอาจไม่จำเป็น เพราะยังไงรถก็อาจเปียกน้ำหรือสกปรกอีกอยู่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดูแลรถในช่วงหน้าฝนมีความสำคัญมากกว่าที่คิด เพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่อสมรรถนะและความปลอดภัยของรถยนต์โดยตรง ขณะเดียวกันการมี ประกันอุบัติเหตุรถยนต์ ที่เหมาะสม ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่หน้าฝน เพื่อช่วยรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
บทความนี้ชับบ์ จะมาเผยเคล็ดลับการบำรุงรักษารถยนต์ช่วงฝนตก พร้อมแนวทางเช็กประกันรถยนต์ ว่ากรมธรรม์ที่มีอยู่ให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง โดยเฉพาะความคุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ ความเสียหายต่อตัวรถ ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงบริการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่จะช่วยให้รถของคุณพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
สารบัญ
ฤดูฝนไม่ได้เป็นแค่ช่วงเวลาที่ทำให้รถสกปรกง่าย แต่ยังมีผลกระทบหลายด้านที่หลายคนอาจมองข้าม สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้เกิดปัญหารถยนต์ในหน้าฝนหลายประการ หากปล่อยให้คราบน้ำฝนแห้งค้างบนตัวรถ อาจกัดกร่อนสีรถและโลหะ ทำให้เกิดรอยด่างและสนิมขึ้นได้ นอกจากนี้ ความชื้นสะสมยังอาจทำให้เกิดเชื้อราตามจุดอับที่มองไม่เห็น และส่งผลต่อการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อีกด้วยและที่สำคัญการขับรถในช่วงฝนตกยังต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
จากข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนบนโครงข่ายของกระทรวงคมนาคม ช่วงฤดูฝนเดือนพฤษภาคม–ตุลาคม ระหว่างปี 2563–2565 พบอุบัติเหตุรวม 23,077 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 10,544 ราย และเสียชีวิต 2,764 ราย โดยเฉพาะในช่วง 10 นาทีแรกที่ฝนตก ซึ่งผิวถนนอาจลื่นจากน้ำฝนที่ผสมกับคราบน้ำมันและฝุ่นบนถนน ทำให้รถมีโอกาสลื่นไถลและเสียหลักได้ง่ายขึ้น
ดังนั้น การดูแลรถยนต์ในช่วงหน้าฝนจึงไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากช่วยให้รถพร้อมใช้งานแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางได้ ขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมด้านประกันอุบัติเหตุรถยนต์ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรตรวจสอบล่วงหน้า โดยควรทำความเข้าใจว่ากรมธรรม์ให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง รวมถึงมีช่องทางใดสำหรับติดต่อเมื่อเกิดเหตุ เช่น สำหรับผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ชับบ์สามัคคี 1758 ที่จะช่วยให้ผู้เอาประกันสามารถแจ้งเหตุได้ หรือจะติดตามสถานะการเคลมผ่านช่องทางไลน์: @ChubbThailand เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
1. ปัญหาทัศนวิสัยและการมองเห็น
ในขณะฝนตกหนัก ทัศนวิสัยในการขับขี่จะลดลงอย่างมาก จากเดิมที่มองเห็นได้ไกลกว่า 100 เมตร อาจเหลือเพียงไม่กี่สิบเมตร อีกทั้งหากใบปัดน้ำฝนไม่สมบูรณ์หรือน้ำยาฉีดกระจกไม่เพียงพอ อาจทำให้สถานการณ์แย่ลงอีกด้วย
2. ถนนลื่นและการยึดเกาะลดลง
เมื่อฝนตก น้ำฝนจะผสมกับน้ำมันและสิ่งสกปรกบนผิวถนน กลายเป็นชั้นฟิล์มลื่น ๆ ที่ทำให้ยางรถสูญเสียการยึดเกาะกับพื้นถนน ส่งผลให้ระยะเบรกเพิ่มขึ้นและมีความเสี่ยงต่อการลื่นไถล โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ขับขี่ด้วยความเร็ว
ความเสี่ยงจากถนนลื่นและทัศนวิสัยที่ลดลงยังเพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น นอกจากเตรียมรถให้พร้อมแล้ว ผู้ขับขี่ควร เช็กประกันรถยนต์ ล่วงหน้า ว่ามีความคุ้มครองกรณีเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงความคุ้มครองสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารหรือไม่
3. น้ำท่วมขังและแอ่งน้ำ
แอ่งน้ำที่มองไม่เห็นและความลึกเป็นอันตรายต่อรถยนต์ เพราะอาจส่งผลให้ล้อตกหลุมหรือรถยนต์กระแทกทำให้โช้คอัพและระบบกันสะเทือนเกิดความเสียหาย หรือเสื่อมสภาพ
นอกจากนี้ น้ำท่วมขังยังอาจสร้างความเสียหายต่อตัวรถและชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้ จึงควรประเมินสภาพเส้นทางก่อนตัดสินใจขับผ่าน โดยเฉพาะบริเวณที่ไม่สามารถมองเห็นระดับความลึกของน้ำได้อย่างชัดเจน
ศึกษาเทคนิคขับรถลุยน้ำอย่างไรให้ปลอดภัยเพิ่มเติมได้ที่ ขับรถลุยน้ำอย่างไรให้ปลอดภัย พร้อมเช็กความคุ้มครอง ประกันรถน้ำท่วม
4. ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่
ระบบไฟฟ้ารถยนต์ช่วงหน้าฝนมักได้รับผลกระทบจากความชื้นสูง ทำให้สายไฟชำรุดง่าย แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าที่ควร และระบบไฟต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ
1. ตรวจสอบใบปัดน้ำฝน
ใบปัดน้ำฝนเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดในหน้าฝน ควรตรวจสอบยางใบปัดน้ำฝน ว่าแข็งตัวหรือมีรอยแตกหรือไม่ ดูความสะอาดของใบปัด รวมถึงการทำงานของมอเตอร์ปัดน้ำฝนว่าปกติอยู่หรือไม่ และควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนเมื่อเสื่อมสภาพ หรือเปลี่ยนทุก ๆ 1 ปี
2. เติมและตรวจสอบน้ำยาฉีดกระจก
น้ำยาฉีดกระจกช่วยทำความสะอาดคราบสิ่งสกปรกบนกระจก โดยควรเติมน้ำยาให้เต็ม ตรวจสอบหัวฉีดว่าไม่อุดตัน และเลือกใช้น้ำยาที่มีคุณภาพเพื่อลดการเกิดคราบน้ำ
3. ตรวจเช็กระบบเบรก
ระบบเบรกควรอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เพราะขณะฝนตกนั้นถนนลื่น ส่งผลให้ระยะเบรกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นควรทดสอบการทำงานของเบรกก่อนออกเดินทางทุกครั้ง รวมถึงเช็กผ้าเบรกว่าสึกหรอหรือไม่ และหากเหยียบเบรกแล้วจมลึกผิดปกติ แนะนำให้รีบตรวจสอบโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ หรือนำรถเข้าศูนย์บริการโดยเร็วที่สุด
4. ดูแลยางและลมยาง
ยางรถเป็นจุดสัมผัสเดียวระหว่างรถกับถนน จึงควรดูแลอย่างเหมาะสมเมื่อถึงช่วงหน้าฝน โดยเติมลมยางตามค่าที่กำหนดในคู่มือ ตรวจสอบดอกยางว่ามีเหลือลึกพอสำหรับการรีดน้ำ เช็กสภาพยางว่าไม่มีรอยแตกหรือบวม นอกจากนี้ ควรตั้งศูนย์ล้อ เพื่อให้สามารถขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. ตรวจสอบระบบไฟส่องสว่างรอบคัน
ระบบไฟส่องสว่างเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญในหน้าฝน โดยเฉพาะเมื่อฝนตกหนักหรือพายุเข้า เนื่องจากฝนจะทำให้ทัศนวิสัยลดลง ผู้ที่ขับขี่ตามท้องถนนจึงต้องอาศัยไฟส่องสว่างในการมองเห็น ควรตรวจสอบให้ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเบรก ไฟเลี้ยว และไฟฉุกเฉิน
6. ดูแลแบตเตอรี่
ความชื้นสูงอาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าเดิม โดยเจ้าของรถควรตรวจสอบขั้วแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ และคอยสังเกตถึงคราบเขียวหรือคราบขาวที่บริเวณขั้วแบตเตอรี่ หากมี ควรรีบทำความสะอาดทันที
ส่วนรถคันใดที่ใช้แบตเตอรี่แห้งหรือกึ่งแห้ง ควรเช็กระดับน้ำกลั่นว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมไหม นอกจากนั้น ควรทดสอบแรงดันไฟฟ้าว่าอยู่ในระดับที่ปกติ โดยให้ลองบีบแตรรถยนต์ค้างไว้ และสังเกตว่าความดังของแตรลดลงหรือไม่ ถ้าหากบีบแตรเบาลงเรื่อย ๆ หรือบีบแล้วไม่ดัง แสดงว่ากำลังไฟจากแบตเตอรี่อาจไม่เพียงพอ
หากตรวจพบว่ารถมีปัญหาและไม่สามารถเดินทางต่อได้ ควรหลีกเลี่ยงการฝืนขับและขอความช่วยเหลือจากผู้ให้บริการประกันภัย โดยชับบ์มี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมงภายในประเทศไทย สำหรับประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เพื่อช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างเดินทาง
7. ตรวจสอบซีลยางตามจุดต่าง ๆ
ในช่วงหน้าฝน น้ำอาจไหลซึมเข้ามาตามจุดต่าง ๆ ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นยางขอบประตูป้องกันน้ำรั่วเข้าห้องโดยสาร ซีลยางใต้ฝากระโปรงสำหรับป้องกันน้ำเข้าเครื่องยนต์ รวมถึงยางรอบกระจกที่ป้องกันน้ำซึม ควรตรวจสอบจุดเหล่านี้บ่อย ๆ และหากพบยางเสื่อมสภาพควรเปลี่ยนหรือซ่อมแซมจุดที่เสื่อม
1. หลีกเลี่ยงการจอดใต้ต้นไม้
หลายคนอาจเลือกที่จะจอดรถไว้ใต้ต้นไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้โดนแสงแดดในช่วงกลางวัน แต่ในช่วงฤดูฝนควรหลีกเลี่ยงการจอดรถใต้ต้นไม้ เพราะอาจมีโอกาสที่ใบไม้และกิ่งไม้จะตกใส่รถยนต์ ทำให้เกิดรอยขีดข่วนบนผิวรถ หรือต้นไม้บางต้นอาจมียางไม้ไหลลงมา ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด และอาจกัดกร่อนสีรถได้
2. ทำความสะอาดและล้างรถเมื่อโดนน้ำฝน
หลายคนอาจมองว่าการล้างรถหลังฝนตกเป็นสิ่งไม่จำเป็น แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้น น้ำฝนอาจกัดกร่อนผิวรถยนต์ ส่งผลให้สีรถด่าง ไม่สม่ำเสมอกัน รวมถึงมีสนิมขึ้นตามจุดต่าง ๆ โดยควรปฏิบัติดังนี้
● ล้างรถยนต์ด้วยน้ำสะอาดทันทีหลังโดนฝน เพื่อชำระล้างคราบฝุ่นและคราบน้ำฝนที่สะสมบนพื้นผิว
● ล้างช่วงล่างและซุ้มล้อด้วยน้ำแรงดันสูง
● ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถที่มีคุณภาพ
● เช็ดให้แห้งทุกครั้งหลังล้างเสร็จ เพื่อป้องกันคราบน้ำ
● ควรเคลือบสีรถทุกครั้งหลังทำความสะอาด เพื่อลดการเกาะของคราบสิ่งสกปรก และช่วยให้ล้างทำความสะอาดง่ายขึ้นในภายหลัง
3. ดูแลห้องโดยสาร
ห้องโดยสารอาจได้รับผลกระทบจากน้ำฝน ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอับชื้น หรือคราบน้ำที่กระเด็นเข้ารถในตอนเปิด - ปิดประตู ดังนั้นจึงควรทำความสะอาดภายในรถเป็นประจำ เช่น
● ทำความสะอาดเบาะและพรม
● อบโอโซน เพื่อลดกลิ่นไม่พึงประสงค์และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
● ล้างแอร์ในรถยนต์เพื่อป้องกันเชื้อราสะสม ที่อาจหลุดออกมาสู่ห้องโดยสารขณะเปิดแอร์
นอกจากการบำรุงรักษารถยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานแล้ว การเตรียมความพร้อมในการขับขี่ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันโดย ชับบ์มีข้อปฏิบัติในการขับขี่อย่างปลอดภัยในฤดูฝนมาฝาก ดังนี้
● ลดความเร็วในการขับขี่ลง 20-30% จากปกติ และเว้นระยะห่างจากรถคันข้างหน้าให้มากขึ้น
● เปิดไฟส่องสว่างเมื่อฝนตกหนัก แม้เป็นช่วงเวลากลางวัน เพื่อให้รถคันข้างหลังสามารถมองเห็นรถของตัวเองได้ และช่วยให้มองเห็นทางข้างหน้าได้ดีขึ้น
● หลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหันหรือเหยียบเบรกหนัก ๆ เพื่อป้องกันล้อล็อก และการลื่นไถล
● ไม่หมุนพวงมาลัยกะทันหันหากรถลื่น เพื่อป้องกันไม่ให้รถหลุดการควบคุม แต่ให้ประคองพวงมาลัย และค่อย ๆ เหยียบเบรก
● หลีกเลี่ยงถนนที่มีน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะรถที่มีความสูงไม่มากนักหรือรถยนต์ไฟฟ้า EV เนื่องจากน้ำอาจเข้าสู่ห้องเครื่อง ส่งผลให้เครื่องรถยนต์ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอื่น ๆ เสียหายได้ หรือหากจำเป็นต้องลุยน้ำท่วม แนะนำให้ปิดแอร์ ขับรถช้า ๆ และควรเหยียบเบรกย้ำ ๆ เบา ๆ เพื่อไล่น้ำ
การขับขี่อย่างระมัดระวังช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ แต่ไม่สามารถป้องกันเหตุไม่คาดคิดได้ทั้งหมด การมี ประกันอุบัติเหตุรถยนต์ เช่น ประกันภัยรถชั้น 1 หรือประกันภัยรถยนต์ที่เหมาะกับการใช้งานจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ควรพิจารณาควบคู่กับการดูแลรถและพฤติกรรมการขับขี่ หากต้องขับรถผ่านพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ควรประเมินระดับน้ำและสภาพเส้นทางก่อนเดินทาง และหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีระดับน้ำสูงหรือมองไม่เห็นพื้นผิวถนน
ก่อนเข้าสู่ช่วงหน้าฝน นอกจากตรวจสภาพรถแล้ว ควร เช็กประกันรถยนต์ ที่มีอยู่ว่าครอบคลุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางหรือไม่ เพราะประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภทมีรายละเอียดความคุ้มครองแตกต่างกัน
โดยเฉพาะ ประกันอุบัติเหตุรถยนต์ ควรตรวจสอบว่ากรมธรรม์ให้ความคุ้มครองในส่วนใดบ้าง เช่น ความเสียหายต่อตัวรถ ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก อุบัติเหตุส่วนบุคคลสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทประกันและเงื่อนไขของกรมธรรม์
● ประกันรถยนต์ที่มีอยู่เป็นประเภทใด เช่น ประกันภัยรถชั้น 1, ชั้น 2, 2+ หรือ ชั้น 3
● กรมธรรม์หมดอายุเมื่อไร
● คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถหรือไม่
● มีความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคลสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารหรือไม่
● มีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลหรือไม่
● กรณีรถได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติอยู่ในความคุ้มครองหรือไม่
● หากเกิดอุบัติเหตุ ต้องติดต่อแจ้งเคลมผ่านช่องทางใด
● มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินระหว่างเดินทางหรือไม่
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา ประกันภัยรถยนต์ ควรเลือกจากลักษณะการใช้งานและความเสี่ยงที่ต้องการความคุ้มครอง โดยประกันแต่ละประเภทมีรายละเอียดแตกต่างกัน
ประกันรถยนต์ชั้น 1 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยสามารถให้ความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถจากอุบัติเหตุ รวมถึงความเสี่ยงอื่น ๆ ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
สำหรับ ประกันรถยนต์ชั้น 1 จากชับบ์ ความคุ้มครองอาจรวมถึงความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ความเสียหายต่อตัวรถจากอุบัติเหตุ รถสูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ทั้งนี้ ความคุ้มครอง ข้อยกเว้น วงเงิน และเงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามกรมธรรม์และแผนประกันภัยที่เลือก
สำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองในระดับที่เหมาะกับการใช้งาน ประกันรถยนต์ 2+ เป็นอีกทางเลือกที่สามารถพิจารณาได้ โดยความคุ้มครองขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละแผน
ตัวอย่างเช่น แผนประกันรถยนต์ 2+ ของ ชับบ์ มีความคุ้มครองรถยนต์จากการเฉี่ยวชนกับยานพาหนะทางบก รวมถึงความคุ้มครองรถสูญหาย ไฟไหม้ และน้ำท่วมตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
ดังนั้น หากกำลังมองหาประกันรถยนต์สำหรับใช้งานในช่วงหน้าฝน ควรเปรียบเทียบความคุ้มครองที่ได้รับกับลักษณะการใช้รถ และตรวจสอบรายละเอียดในกรมธรรม์ก่อนตัดสินใจ ดูรายละเอียดแผนประกันภัยรถยนต์ของชับบ์ เพิ่มเติม เพื่อเลือกความคุ้มครองที่เหมาะกับการใช้งาน
หากเกิดอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง สิ่งสำคัญคือการตั้งสติและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารก่อน จากนั้นจึงดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม
● ตั้งสติและพาผู้โดยสารไปยังจุดปลอดภัย หากสามารถทำได้โดยไม่เพิ่มความเสี่ยง
● บันทึกภาพเหตุการณ์และความเสียหาย ทั้งสภาพรถ จุดเกิดเหตุ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย
● ตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ เพื่อดูช่องทางการแจ้งเคลมและรายละเอียดความคุ้มครอง
● ติดต่อบริษัทประกันเพื่อแจ้งเหตุ โดยแจ้งรายละเอียดของอุบัติเหตุให้ครบถ้วน
● ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และเก็บเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเคลมไว้
ขั้นตอนการแจ้งเหตุ การเรียกร้องค่าสินไหม และเอกสารที่ใช้ อาจแตกต่างกันตามลักษณะของเหตุและเงื่อนไขของกรมธรรม์
สำหรับผู้ที่ทำประกันรถยนต์กับชับบ์ สามารถติดต่อศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกเมื่อเกิดเหตุระหว่างการเดินทาง หรือ หากเกิดอุบัติเหตุและต้องการแจ้งเคลม สามารถดูขั้นตอนและเอกสารที่เกี่ยวข้องผ่าน บริการด้านสินไหมรถยนต์ของชับบ์ เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับการแจ้งเหตุและดำเนินการเคลมได้อย่างถูกต้อง
การดูแลรถยนต์ช่วงหน้าฝนไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอย่างที่คิด แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี การตรวจเช็กและการบำรุงรักษารถยนต์ช่วงหน้าฝนที่ถูกต้องจะช่วยให้รถพร้อมใช้งาน ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ประหยัดค่าใช้จ่าย และรักษามูลค่าของรถยนต์ไว้ได้
ขณะเดียวกัน การ เช็กประกันรถยนต์ ก่อนเข้าสู่หน้าฝนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะช่วยให้รู้ว่ากรมธรรม์ที่มีอยู่ให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง ทั้งความเสียหายต่อตัวรถ อุบัติเหตุ ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงบริการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา ประกันอุบัติเหตุรถยนต์ ควรเลือกแผนให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานและความเสี่ยงที่ต้องการรับความคุ้มครอง พร้อมตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขของกรมธรรม์ให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ ดูรายละเอียด แผนประกันภัยรถยนต์ และความคุ้มครองจากชับบ์ได้ที่ ประกันภัยรถยนต์จากชับบ์
หมายเหตุ
1. ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
2. รับประกันภัยโดย บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) 2/4 อาคารชับบ์ ชั้นที่ 12 โครงการนอร์ธปาร์ค ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
3. เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด