รถยนต์เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้เราเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย และเพื่อให้การเดินทางนั้นปลอดภัย การตรวจเช็กสภาพรถยนต์ รวมถึงการเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินและเอกสารสำคัญต่าง ๆ ติดรถไว้ จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทางได้ นอกจากเช็กรถให้พร้อมแล้ว ก่อนออกเดินทางไกลยังควร เช็กประกันรถยนต์ ว่าความคุ้มครองยังมีผลอยู่หรือไม่ เพื่อให้การเดินทางครั้งนี้มีความพร้อมมากขึ้น ก่อนออกทริปทุกครั้งต้องดูอะไรบ้าง ชับบ์รวมข้อมูลที่ต้องรู้มาให้แล้ว
การตรวจเช็กสภาพรถยนต์เป็นสิ่งที่ควรทำทุกครั้งก่อนออกเดินทาง เพื่อให้มั่นใจว่ารถยนต์ของเรามีสภาพที่ดีและพร้อมสำหรับการเดินทาง ซึ่งคุณควรตรวจเช็กสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
1. ยางรถยนต์
ตรวจสอบว่ายางอยู่ในสภาพดี ไม่มีรอยแตกหรือรอยถลอก รวมทั้งดอกยางยังมีลายที่ชัดเจน และมีแรงดันลมยางที่เหมาะสม โดยควรดูค่าที่ผู้ผลิตรถยนต์แนะนำเป็นหลัก ซึ่งมักระบุไว้บริเวณแผ่นป้ายตรงประตูรถด้านคนขับ
2. น้ำมันเครื่อง
ตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องว่าเพียงพอหรือไม่ ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องอย่างสม่ำเสมอ หากระดับน้ำมันเครื่องต่ำหรือสูงเกินไปอาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์ได้ โดยระดับน้ำมันเครื่องโดยทั่วไปควรอยู่ระหว่างขีด F กับ L ของก้านวัดระดับ
สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองโดยเปิดฝากระโปรงหน้า มองหาก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง แล้วดึงขึ้นมาเบา ๆ จะเป็นก้านยาว ๆ บาง ๆ และมีคราบน้ำมันติดอยู่ นอกจากดูระดับน้ำมันแล้ว ควรสังเกตสภาพของน้ำมันเครื่องด้วย หากพบความผิดปกติควรให้ช่างตรวจสอบเพิ่มเติม
3. ไฟหน้าและไฟท้าย
ตรวจสอบว่าไฟทั้งหมดทำงานและส่องสว่างตามปกติ ทั้งไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว และไฟเบรก
4. เบรก
ตรวจสอบสภาพของเบรกว่ายังทำงานได้ดีหรือไม่ หากมีเสียงผิดปกติ แป้นเบรกมีอาการผิดปกติ หรือรู้สึกว่าเบรกไม่เหมือนเดิม ควรนำรถเข้าตรวจสอบก่อนเดินทางไกล
5. น้ำแบตเตอรี่
สำหรับรถที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดที่ต้องตรวจระดับน้ำ ควรตรวจสอบให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามคำแนะนำของผู้ผลิต
6. ที่ปัดน้ำฝน
ทัศนวิสัยในการมองเห็นระหว่างการขับขี่เป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน ควรตรวจสอบสภาพที่ปัดน้ำฝนว่ายังพร้อมใช้งานหรือไม่ สังเกตได้จากเสียงขณะใช้งาน ยางที่ปัดน้ำฝนเปื่อยยุ่ย หรือปัดแล้วทิ้งคราบน้ำไว้บนกระจก หากพบอาการเหล่านี้ควรเปลี่ยนใหม่ และโดยปกติแล้วควรเปลี่ยนที่ปัดน้ำฝนทุก 12 เดือน
เมื่อเราได้ตรวจสภาพรถยนต์ว่าพร้อมออกเดินทางไกลแล้ว แต่ในระหว่างทางเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ดังนั้นการมีอุปกรณ์ฉุกเฉินติดไว้ในรถยนต์จะช่วยให้เรามั่นใจและพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
1. ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น
อุบัติเหตุหรืออาการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่เราสามารถเตรียมชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้ได้เพื่อบรรเทาอาการก่อนนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล
2. ไฟฉายติดรถ
เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นขณะเดินทางตอนกลางคืนหรือในสถานที่มีแสงสว่างน้อย หากเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉิน สามารถใช้ไฟฉายเพื่อส่องสว่างหรือส่งสัญญาณให้รถคันอื่นสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น
3. ชุดเติมลมยางฉุกเฉิน
เป็นชุดพร้อมใช้เมื่อยางรถยนต์รั่ว โดยน้ำยาจะถูกเติมเข้าไปในยางพร้อมกับเติมลม ตัวน้ำยาจะช่วยปิดรูรั่ว ทำให้สามารถขับรถไปได้อีกระยะหนึ่งเพื่อหาร้านยางและดำเนินการซ่อมต่อไป
4. สายพ่วงแบตเตอรี่
ใช้สำหรับเชื่อมต่อแบตเตอรี่จากรถยนต์คันอื่นกับรถที่แบตเตอรี่หมด เพื่อให้รถสามารถสตาร์ทเครื่องและนำไปซ่อมหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ต่อไป
5. ยางอะไหล่และแม่แรง
แม้จะตรวจเช็กยางรถยนต์มาเป็นอย่างดีแล้ว เหตุการณ์ยางแบน ยางรั่ว หรือยางแตกจากเศษวัสดุบนถนนก็อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นการพกยางอะไหล่และแม่แรงติดรถไว้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรลืมก่อนออกเดินทาง
สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกลเป็นประจำ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน ( Roadside Assistance) ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจในการเดินทาง เช่น ประกันรถยนต์ชั้น 1 Chubb Smart Drive มีบริการช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิบนท้องถนน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ การให้บริการเป็นไปตามเงื่อนไขและขอบเขตที่กำหนดไว้ในผลิตภัณฑ์ : ดูรายละเอียดบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน Roadside Assistance
เมื่อเตรียมรถยนต์และอุปกรณ์ฉุกเฉินพร้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ลำดับถัดไปคือเอกสารที่ควรมีติดไว้เมื่อต้องขับรถยนต์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำหรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
1. ใบขับขี่
สิ่งที่คนขับรถทุกคนต้องมีติดตัวไว้ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่ามีสิทธิขับรถยนต์
2. สำเนาทะเบียนรถยนต์
เป็นเอกสารแสดงรายละเอียดของรถยนต์และผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ (ห้ามเก็บใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ หรือเล่มทะเบียนฉบับจริง ไว้ในรถยนต์เด็ดขาด ป้องกันกรณีรถหายแล้วถูกนำเล่มไปใช้สวมทะเบียหรือขายต่อ)
3. พ.ร.บ. รถยนต์
พ.ร.บ. เป็น ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ ที่รถทุกคันต้องมี โดยควรตรวจสอบวันหมดอายุให้เรียบร้อยเช่นเดียวกับประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ
4. กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หรือข้อมูล ประกันรถยนต์
เป็นเอกสารสำคัญที่ควรเก็บไว้สำหรับตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มครอง รวมถึงใช้ประกอบการแจ้งเหตุกับบริษัทประกันภัย หรือเคลมประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
นอกจากตรวจเช็กสภาพรถแล้ว ก่อนออกเดินทางทุกครั้งควร เช็กประกันรถยนต์ เพื่อให้แน่ใจว่ากรมธรรม์ยังมีผลคุ้มครอง โดยเฉพาะคนที่จำไม่ได้ว่าประกันจะหมดเมื่อไร ดังนั้นการ เช็กประกันรถยนต์ตัวเอง ก่อนเดินทาง จะช่วยให้วางแผนการเดินทางและการต่ออายุได้ง่ายขึ้น
3 ขั้นตอน เช็กประกันรถยนต์ ที่ควรทำก่อนเดินทาง
1. เช็กวันหมดอายุ ประกันรถยนต์
สิ่งที่ควรตรวจสอบเป็นอันดับแรกคือ วันและเวลาที่เริ่มต้นและสิ้นสุดความคุ้มครองตามกรมธรรม์ เพื่อให้แน่ใจว่ากรมธรรม์ยังมีผลความคุ้มครองตลอดช่วงเวลาที่เดินทาง หากใกล้สิ้นสุดความคุ้มครอง ควรวางแผนต่ออายุประกันภัยล่วงหน้า
โดยสามารถตรวจสอบได้จากกรมธรรม์หรือเอกสารยืนยันการทำประกันภัย หรือ สอบถามผ่านช่องทางที่บริษัทกำหนด เช่น ช่องทางการเช็กข้อมูลกรมธรรม์จากชับบ์
2. เช็กประเภทประกันและความคุ้มครอง
ควรตรวจสอบว่าทำประกันประเภทใด และมีความคุ้มครองอะไรบ้าง เพื่อให้ทราบว่าหากเกิดเหตุระหว่างการเดินทางจะได้รับความคุ้มครองในด้านใด เช่น ประกันรถยนต์ชั้น 1 จากชับบ์ ให้ความคุ้มครองทั้งความเสียหายต่อตัวรถยนต์ รถยนต์สูญหายหรือไฟไหม้ และความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ทั้งนี้ ความคุ้มครองเป็นไปตามเงื่อนไข ข้อยกเว้น และจำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
3. เช็กช่องทางติดต่อเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
บันทึกเบอร์โทรศัพท์หรือช่องทางแจ้งเหตุของบริษัทประกันไว้ในโทรศัพท์ รวมถึงช่องทางสำหรับแจ้งเคลมและขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถติดต่อได้ทันทีหากเกิดเหตุระหว่างเดินทาง
เพียง 3 ขั้นตอนนี้ก็ช่วยให้การ เช็กประกันรถยนต์ตัวเอง ก่อนออกทริปทำได้ง่ายขึ้น และช่วยให้เตรียมตัวได้ทันหากพบว่ากรมธรรม์ใกล้หมดอายุหรือความคุ้มครองไม่ตรงกับการใช้งาน
หากตรวจสอบแล้วพบว่ากรมธรรม์ใกล้สิ้นสุดความคุ้มครอง ช่วงก่อนออกเดินทางไกลถือเป็นโอกาสในการทบทวนว่าความคุ้มครองเดิมยังสอดคล้องกับการใช้งานหรือไม่ โดยควรพิจารณาประเภทความคุ้มครอง ทุนประกันภัย เบี้ยประกันภัย เงื่อนไข และข้อยกเว้นให้เหมาะสมกับการใช้งานและความต้องการของตนเอง
หากต้องการความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์เพิ่มเติม ประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถพิจารณาได้ ทั้งนี้ ความคุ้มครองเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
สำหรับ ชับบ์ มีแผนประกันรถยนต์หลายประเภทให้เลือกตามลักษณะการใช้งาน ทั้งประกันภัยรถยนต์ประเภท 1, 2+, 2, 3+ และ 3 รวมถึงแผนประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 อย่าง Chubb Smart Drive และ JustOne ดูประกันรถยนต์จากชับบ์
สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการต่อประกัน สามารถอ่านคำแนะนำเรื่องช่วงเวลาที่ควรต่อ เอกสารที่ต้องใช้ และสิ่งที่ควรพิจารณาก่อนเลือกแผนได้จาก คู่มือการ ต่อประกันรถยนต์ จากชับบ์
การเตรียมรถยนต์ก่อนเดินทางไกลไม่ได้มีเพียงการเช็กยาง น้ำมันเครื่อง เบรก หรือไฟส่องสว่างเท่านั้น แต่ยังควรเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน เอกสารสำคัญ และ เช็กประกันรถยนต์ ให้พร้อมด้วย โดยเฉพาะการ เช็กวันหมดอายุ ประกันรถยนต์ และตรวจสอบประเภทความคุ้มครอง จะช่วยให้รู้ว่าประกันยังมีผลในช่วงที่เดินทางหรือไม่ และหากใกล้หมดอายุก็สามารถวางแผนต่อประกันรถยนต์ ได้ล่วงหน้า ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างสบายใจ สนุกสนาน และเต็มไปด้วยความทรงจำที่ดี
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณา ประกันรถยนต์ชั้น 1 หรือประกันประเภทอื่น ควรเปรียบเทียบความคุ้มครองให้เหมาะกับรถและรูปแบบการใช้งานของตัวเอง เพื่อให้พร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดคิดตลอดการเดินทาง ศึกษาข้อมูลประกันรถยนต์ประเภทต่าง ๆ จากชับบ์
หมายเหตุ
1. ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
2. รับประกันภัยโดย บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) 2/4 อาคารชับบ์ ชั้นที่ 12 โครงการนอร์ธปาร์ค ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
3. เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด