ข้ามไปหน้าหลัก
การดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

ติดจอ-ติดเครียด-ติดหวาน 3 ภัยเงียบทำลายสุขภาพวัยทำงาน สัญญาณเตือนเบาหวานซ่อนเร้น ที่คุณต้องรู้

07/2025
ติดจอ-ติดเครียด-ติดหวาน 3 ภัยเงียบทำลายสุขภาพวัยทำงาน สัญญาณเตือนเบาหวานซ่อนเร้น ที่คุณต้องรู้


ความเร่งรีบ ความเครียด และความสะดวกสบายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยอย่าง ติดจอ ติดเครียด และติดหวาน กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่ค่อย ๆ บั่นทอนสุขภาพ จนทำให้หลายคนเสี่ยงต่อภาวะ เบาหวานซ่อนเร้น โดยไม่รู้ตัว

บทความนี้จะพาคุณมาสำรวจต้นตอ ปัจจัยเสี่ยง และสัญญาณเตือนของเบาหวานในกลุ่มคนวัยทำงาน พร้อมแนะนำแนวทางป้องกันแบบเข้าใจง่ายและทำได้จริง
 

เบาหวานซ่อนเร้นคืออะไร?


เบาหวานซ่อนเร้น (Prediabetes) คือภาวะที่ร่างกายเริ่มมีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ปกติ แต่ยังไม่สูงพอที่จะเข้าข่ายเป็น “เบาหวานชนิดที่ 2” ตามเกณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งภาวะนี้ส่วนมากจะไม่มีอาการเตือนที่ชัดเจน และทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง หากไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม ภาวะเบาหวานซ่อนเร้นสามารถพัฒนาไปเป็น เบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในที่สุด

ซึ่ง เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากภาวะที่เซลล์ในร่างกายดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin Resistance) ซึ่งอินซูลินมีหน้าที่นำน้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน เมื่อเซลล์ดื้ออินซูลิน ทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อผลิตอินซูลินในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตับอ่อนอาจผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย น้ำตาลจึงค้างอยู่ในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เราพบเห็นกันบ่อยในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

กลไกของภาวะเบาหวานซ่อนเร้น เกิดจากความผิดปกติ 2 ปัจจัยหลักในร่างกาย

  1. ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) – เซลล์ในร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินอย่างที่ควร ทำให้น้ำตาลในเลือดคงอยู่ในกระแสเลือดมากกว่าปกติ 
  2. ตับอ่อนเริ่มทำงานผิดปกติ – ผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ดีเหมือนเดิม 

แม้ภาวะนี้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงในตัวเอง แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ และโรคไตเรื้อรัง เป็นต้น
 

3 ภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพวัยทำงานของคุณ

ลองสำรวจตัวเองดูว่าคุณกำลังมีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่บ้างไหม? การเข้าใจถึงต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาจะช่วยให้เราหาวิธีป้องกันและแก้ไขได้อย่างตรงจุด
 

1. ติดจอ นั่งนาน.. น้ำตาลพุ่งไม่รู้ตัว

ในปัจจุบันการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของเราวนเวียนอยู่กับหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์สำหรับการทำงาน โทรศัพท์มือถือสำหรับการติดต่อสื่อสาร หรือแท็บเล็ตเพื่อความบันเทิง การนั่งนิ่ง ๆ อยู่กับที่เป็นเวลานาน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการเผาผลาญของร่างกาย และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด "ภาวะดื้ออินซูลิน" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเบาหวาน

อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่นำน้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นพลังงาน เมื่อเรานั่งเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อจะเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดีเท่าที่ควร การนำน้ำตาลไปใช้จึงลดลง และระดับน้ำตาลในเลือดก็สูงขึ้น นอกจากนี้ การติดจอที่มาพร้อมกับพฤติกรรม "กินไปดูไป" หรือ "กินแก้เบื่อ" โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยว หรือเครื่องดื่มรสหวานจัด ที่ยิ่งเติมน้ำตาลส่วนเกินเข้าสู่ร่างกายอย่างไม่ทันรู้ตัว ทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักเกินความจำเป็น
 

ผลกระทบต่อสุขภาพจากการติดจอมากเกินไป

  • การเผาผลาญไขมันและน้ำตาลลดลง ร่างกายใช้พลังงานน้อยลง ทำให้เกิดการสะสมไขมัน โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเบาหวานประเภท 2

  • ภาวะดื้ออินซูลิน เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินลดลง ทำให้น้ำตาลคงค้างในกระแสเลือดสูง

  • ความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
     

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเบาหวานประเภท 2 ได้แก่

  • น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน (โดยเฉพาะการมีพุง): การมีไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะไขมันที่สะสมบริเวณหน้าท้อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลินมากยิ่งขึ้น
  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย: การใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง ขาดการเคลื่อนไหว ทำให้การเผาผลาญพลังงานของร่างกายลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการสะสมไขมัน

  • พันธุกรรม: หากมีพ่อแม่ พี่น้อง หรือคนในครอบครัวสายตรงเป็นเบาหวานประเภท 2 คุณก็จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

  • อายุที่เพิ่มขึ้น: ความเสี่ยงจะสูงขึ้นตามวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป เนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานของตับอ่อนและเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายอาจลดลง
     

2. ติดเครียด ยิ่งเครียด.. ยิ่งเสี่ยงเบาหวาน

ความเครียดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นความกดดันจากเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน หรือปัญหาชีวิตส่วนตัว เป็นต้น แต่คุณรู้ไหมว่าความเครียดเรื้อรังส่งผลโดยตรงและรุนแรงต่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณ

เมื่อเราเครียด ร่างกายจะเข้าสู่โหมด "สู้หรือหนี" โดยจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมามากมาย เช่น คอร์ติซอล (Cortisol) และ อะดรีนาลีน (Adrenaline) เป็นต้น ฮอร์โมนเหล่านี้มีหน้าที่เตรียมร่างกายให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยการกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น เพื่อให้กล้ามเนื้อและสมองมีพลังงานพร้อมใช้งานอย่างรวดเร็ว หากความเครียดเป็นเพียงชั่วคราว ร่างกายจะกลับสู่ภาวะปกติได้ แต่หากความเครียดยังคงอยู่เรื่อย ๆ ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะสูงค้างเป็นเวลานาน ทำให้เซลล์ต่าง ๆ เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน และเพิ่มภาระให้กับตับอ่อนอย่างมหาศาล จนนำไปสู่โรคเบาหวานในที่สุด
 

ผลกระทบต่อสุขภาพจากการติดเครียดเป็นเวลานาน

  • ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ฮอร์โมนความเครียดทำให้ตับผลิตและปล่อยน้ำตาลมากขึ้น

  • ภาวะดื้ออินซูลินรุนแรงขึ้น ร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • พฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป หลายคนเลือกที่จะกินของหวาน อาหารประเภท Comfort Food หรือเรียกว่า “อาหารเพื่อความสบายใจ” ซึ่งเป็นอาหารที่เรารับประทานเข้าไปแล้วเกิดความรู้สึกดี หรือ ช่วยปลอบประโลมจิตใจให้อารมณ์ดียิ่งขึ้น เพื่อคลายเครียด แต่ยิ่งเพิ่มน้ำตาลและไขมันให้ร่างกายมากขึ้น

  • นอนไม่หลับ ความเครียดรบกวนการนอนหลับ ซึ่งยิ่งเป็นการทําให้การควบคุมระดับน้ำตาลแย่ลง
     

3. ติดหวาน น้ำตาลแฝงรอบตัว.. ไม่รู้ตัวว่าเสี่ยง

คนวัยทำงานหลายคนอาจคิดว่าตัวเองไม่ได้กินขนมหวานบ่อย หรือพยายามเลือก "อาหารคลีน" แต่คุณอาจกำลังบริโภคน้ำตาลแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัวในปริมาณที่เกินความจำเป็นน้ำตาลไม่ได้อยู่แค่ในของหวานเท่านั้น แต่ยังอยู่ในเครื่องดื่มแก้วโปรดตอนเช้า ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ชานมไข่มุก น้ำผลไม้กล่อง เป็นต้น หรือแม้แต่ในอาหารคาวที่หลายคนมองข้าม เช่น ซอสปรุงรสต่างๆ อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น หรือแม้แต่ในอาหาร “สุขภาพ” บางชนิดที่แฝงน้ำตาลไว้เพื่อเพิ่มรสชาติ

การบริโภคน้ำตาลมากเกินความจำเป็นอย่างต่อเนื่องและสะสมไปเรื่อย ๆ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อผลิตอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาล จนในที่สุดตับอ่อนก็อาจอ่อนล้าและทำงานผิดปกติ ซึ่งนำไปสู่การเป็นเบาหวานได้
 

ผลกระทบต่อสุขภาพเมื่อติดหวาน

  • ตับอ่อนทำงานหนัก การบริโภคน้ำตาลปริมาณมากและบ่อยครั้ง ทำให้ตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินออกมามากเกินความจำเป็น

  • น้ำหนักเพิ่มขึ้น น้ำตาลส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกาย

  • ภาวะไขมันพอกตับ การบริโภคน้ำตาลฟรุกโตสมากเกินไปเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งส่งผลเสียต่อการเผาผลาญ

  • เพิ่มความเสี่ยงโรคร้าย นอกจากเบาหวานแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนได้อีกด้วย
     

สัญญาณเตือน เบาหวานซ่อนเร้น ที่ไม่ควรมองข้าม

เบาหวานในระยะแรก โดยเฉพาะในคนวัยทำงานที่รูปร่างดูผอม หรือออกกำลังกายบ้าง อาจไม่มีอาการชัดเจน หรือมีอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจงจนทำให้มองข้ามไป สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต และหากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับพฤติกรรมเสี่ยง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทันที

  • อ่อนเพลียเรื้อรัง รู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง แม้จะพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วก็ตาม

  • หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่ต้องลุกเข้าห้องน้ำหลายครั้ง

  • น้ำหนักลดหรือเพิ่มผิดปกติ โดยไม่ทราบสาเหตุ หรือควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วน้ำหนักก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

  • หิวบ่อย กินจุขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าทานเท่าไรก็ไม่อิ่ม หรือหิวอยู่ตลอดเวลา

  • ตาพร่ามัว การมองเห็นไม่คมชัด โดยอาการจะเกิดขึ้นและหายไปเป็นระยะ หรือภาพเบลอโดยไม่มีสาเหตุ

  • แผลหายช้า มีบาดแผลเล็กน้อย แผลถลอก หรือรอยขีดข่วน แต่กลับใช้ระยะเวลารักษานานกว่าปกติ

  • ชาปลายมือปลายเท้า หรือมีอาการคันตามผิวหนังบ่อย ๆ โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ

    สิ่งสำคัญคือ แม้ว่ารูปร่างภายนอกจะดูผอม ดูแข็งแรง หรือดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีอยู่แล้วบางส่วน ก็ยังคงมีความเสี่ยงต่อเบาหวานได้ หากไลฟ์สไตล์โดยรวมยังไม่สมดุล
     

กลุ่มเสี่ยงเบาหวานซ่อนเร้น

ตรวจสอบการเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงเบาหวานซ่อนเร้น ได้จาก 6 ปัจจัยต่อไปนี้ ภาวะเบาหวานซ่อนเร้น (Prediabetes) ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีอาการเตือน แต่กำลังค่อย ๆ ทำลายระบบเผาผลาญของร่างกายอย่างช้า ๆ ดังนั้น การรู้ว่า “ใครบ้างที่เสี่ยง” คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ 

  1. อายุ 30 ปีขึ้นไป แม้อายุจะไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงโดยตรง แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพในการใช้อินซูลินของร่างกายจะลดลงตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 30–45 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ต้องเผชิญกับความเครียดจากการทำงานและใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ ส่งผลให้ร่างกายเริ่มสะสมน้ำตาลได้ง่ายขึ้น
  2. ภาวะน้ำหนักเกิน หรือมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เกิน 25 ไขมันสะสมโดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) มีผลต่อการทำงานของอินซูลินโดยตรง ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เกิน 25 จะมีความเสี่ยงเกิดภาวะ ดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ซึ่งเป็นพื้นฐานของเบาหวานซ่อนเร้น
  3. มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน หากพ่อแม่ พี่น้อง หรือญาติสายตรงของคุณเป็นเบาหวาน ความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีปัจจัยทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของอินซูลินและการควบคุมน้ำตาลในเลือด
  4. ความดันโลหิตสูง ผู้ที่มี ความดันโลหิต ≥ 130/80 mmHg มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคเบาหวานซ่อนเร้น เพราะความดันสูงมักสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือด ซึ่งมีผลต่อระบบการทำงานของอินซูลิน
  5. นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน การนอนหลับไม่เพียงพอจะกระทบต่อ ฮอร์โมนควบคุมความหิว (Ghrelin และ Leptin) และทำให้ร่างกายมีความต้านทานต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระดับ คอร์ติซอล ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการปล่อยน้ำตาลในเลือดจากตับ
  6. ดื่มเครื่องดื่มหวาน หรือทานอาหารแปรรูปเป็นประจำ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น ชานม กาแฟเย็น น้ำผลไม้ เป็นต้น รวมถึงอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น อาหารแช่แข็ง มีน้ำตาลและไขมันแฝง ซึ่งกระตุ้นให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักในการผลิตอินซูลิน จนนำไปสู่ภาวะดื้อต่ออินซูลินในที่สุด
     

ปรับไลฟ์สไตล์พิชิตภัยเงียบ เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอาจไม่ง่าย แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว ลองเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน
 

1. ลดเวลาอยู่หน้าจอและเพิ่มการเคลื่อนไหว

  • ตั้งเวลาพัก ทุก ๆ 30-60 นาที ควรลุกขึ้นยืน เดินไปดื่มน้ำ ยืดเส้นยืดสาย หรือเดินขึ้นลงบันได เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและลดผลกระทบจากการนั่งนาน

  • ใช้บันไดแทนลิฟต ปรับเปลี่ยนการเลือกใช้บันไดแทนลิฟต์หรือบันไดเลื่อนในระยะใกล้ ๆ เพื่อเป็นการออกกําลังกาย

  • เดินให้มากขึ้น เดินไปทำงาน (ถ้าใกล้) เดินระหว่างพักกลางวัน หรือเดินเล่นหลังเลิกงาน การเดินเป็นวิธีที่ง่ายและดีต่อสุขภาพ

  • หาเวลาออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องเข้ายิมเสมอไป การเดินเร็ว โยคะ หรือเต้นตามคลิปวิดีโอในบ้านก็ช่วยได้ ควรตั้งเป้าหมายออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
     

2. จัดการความเครียดอย่างถูกวิธี

  • ฝึกหายใจลึก ๆ เมื่อรู้สึกเครียด ให้หยุดพักและหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ เพื่อช่วยผ่อนคลายระบบประสาท.

  • นั่งสมาธิหรือฝึกจิตให้สงบ แม้เพียง 5-10 นาทีต่อวัน ก็ช่วยให้จิตใจสงบลง ลดความฟุ้งซ่าน และเพิ่มสมาธิได้

  • หากิจกรรมผ่อนคลาย ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานอดิเรกที่ชอบ ใช้เวลากับธรรมชาติ หรือพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัว เพื่อปลดปล่อยความตึงเครียด

  • นอนหลับให้เพียงพอ พยายามเข้านอนให้เป็นเวลา และนอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน การนอนไม่พอจะเพิ่มฮอร์โมนความเครียดและทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลแย่ลง
     

3. เลือกกินอย่างชาญฉลาด

  • อ่านฉลากโภชนาการ ตรวจสอบปริมาณน้ำตาล โซเดียม และไขมัน ก่อนซื้ออาหารและเครื่องดื่มทุกครั้ง เพื่อเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ

  • ลดหวานในเครื่องดื่ม สั่งกาแฟหรือชาหวานน้อย หรืองดน้ำตาลเลย เลี่ยงน้ำอัดลม น้ำผลไม้สำเร็จรูป และเครื่องดื่มชงที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เป็นต้น

  • ลดการบริโภคน้ำตาลแฝง ระวังซอสปรุงรสต่าง ๆ อาหารแปรรูป ขนมปังขาว และอาหารที่อ้างว่าเป็น "ไขมันต่ำ" แต่อาจมีน้ำตาลสูง

  • เพิ่มใยอาหาร กินผัก ผลไม้ไม่หวาน และธัญพืชไม่ขัดสีให้มากขึ้น ใยอาหารช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทำให้ระดับน้ำตาลคงที่และอิ่มนานขึ้น

  • ปรุงอาหารเอง หากมีเวลา การทำอาหารกินเองจะช่วยให้คุณควบคุมส่วนประกอบ ปริมาณน้ำตาล เกลือ และไขมันได้ดีที่สุด

การปรับไลฟ์สไตล์เหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของเบาหวาน แต่ยังส่งเสริมสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงขึ้น ทำให้คุณมีพลังงานมากขึ้น ลดความเหนื่อยล้า และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว
 

พฤติกรรม “ติดจอ ติดเครียด ติดหวาน” กำลังกลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ผลักดันให้คนวัยทำงานเข้าใกล้ โรคเบาหวาน มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะภาวะ เบาหวานซ่อนเร้น (Prediabetes) ที่ไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน แต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว หากไม่รีบปรับพฤติกรรม อาจนำไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งต้องใช้เวลารักษาตลอดชีวิต และเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน เช่น โรคไต หลอดเลือดหัวใจ และตาบอด เป็นต้น

ดังนั้น การดูแลสุขภาพอย่างรอบด้านจึงเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่แค่การกินดี นอนพอ หรือออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการ วางแผนรับมือความเสี่ยงทางสุขภาพ ผ่านการทำประกันสุขภาพที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนวัยทำงาน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษา หากต้องเผชิญกับโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน การเริ่มต้นใส่ใจสุขภาพตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนในสุขภาพและคุณภาพชีวิตของตัวเองในระยะยาว

ขอบคุณที่มาจาก

  • สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย

  • สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
     

บทความ

“อาการโรคเบาหวาน”ภัยเงียบคุกคามสุขภาพ รู้ทันป้องกันได้
 

เบาหวาน...ภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพ! โรคเบาหวานมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญหน้ากับโรคร้ายนี้

รู้จัก 6 โรคร้ายแรงยอดฮิตที่ผู้หญิงควรระวัง และวิธีลดความเสี่ยง

ท่ามกลางไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้หญิงอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

10 วิธีวางแผนการเงินสำหรับทุกวัย ที่ช่วยให้ชีวิตมั่งคั่งอย่างมั่นคง

มีคนกล่าวว่าการเก็บเงินล้านแรกยากที่สุด แต่เมื่อทำได้ ล้านต่อๆ มาจะตามมาได้ไม่ยากเลย หลายคนคิดหาวิธีเก็บเงินให้ได้หลักล้าน

สงวนลิขสิทธิ์ @ ชับบ์ 2022 เนื้อหาในเอกสารนี้มีขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น และจะไม่ถือว่าเป็นการให้คำแนะนำใด ๆ โปรดตรวจสอบข้อกำหนด เงื่อนไข และข้อยกเว้นฉบับสมบูรณ์ของนโยบายของเราเพื่อพิจารณาความเหมาะสม ความคุ้มครองอาจได้รับการรับประกันโดยบริษัทชับบ์ หรือบริษัทในเครือข่ายอย่างน้อยหนึ่งราย สิทธิความคุ้มครองและบริการบางอย่างอาจไม่สามารถใช้ได้ในบางประเทศและบางเขตพื้นที่ ชับบ์® และประทับตราพาณิชย์ของชับบ์ Insured.SM เป็นเครื่องหมายการค้าของชับบ์ที่ได้รับการคุ้มครอง

ติดต่อเรา 

ให้ ชับบ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต ปกป้อง ดูแลคุณ

หากท่านมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อเรา เพื่อรับคําแนะนําเกี่ยวกับการปกป้อง คุ้มครองจากความเสี่ยงต่างๆ