skip to main content

การยึดโยงความคุ้มครองด้านประกันภัยกับสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังเป็นการส่งมอบประสบการณ์การบริโภคสินค้าและบริการที่เรียบง่ายรวดเร็วสำหรับลูกค้ามูลค่าสูง (high-value customer) ทั้งนี้ จากการเกิดขึ้นของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความต้องการระบบประกันแบบยึดโยงจึงมีรูปแบบที่แตกต่างออกไป ผมต้องการแบ่งปัน 6 ประเด็นสำคัญที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการประกันแบบ ยึดโยงผ่านเนื้อหาในวันนี้ของบล็อก

1. การประกันแบบยึดโยง (Embedded Insurance) คืออะไร

การประกันแบบยึดโยงเป็นการนำเสนอประกันภัยที่มีราคาไม่แพง ให้ประโยชน์มากกว่า และเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ทั้งยังมอบผลประโยชน์ ให้ลูกค้าในช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด ดังที่  ไซมอน ทอร์แรนซ์  ผู้เขียน  New Growth Playbook ได้กล่าวไว้

 

2. การประกันแบบยึดโยงจะดึงดูดผู้บริโภคอย่างไร

เมื่อนำแนวคิดระบบประกันภัยตามหลักทฤษฎีมาผสานกับการใช้เทคโนโลยี  การประกันแบบยึดโยงจะช่วยให้ผู้ให้บริการหรือนักพัฒนาที่เป็น บุคคลภายนอกสามารถผสานผลิตภัณฑ์ประกันภัยอันเป็นนวัตกรรมใหม่เข้ากับเส้นทางการบริโภคสินค้าและบริการของลูกค้าได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว และมีราคาที่ถูกลง และท้ายที่สุดแล้ว ผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ คือ ข้อเสนอด้านมูลค่าที่แข็งแกร่งขึ้นซึ่งจะสร้างความพึงพอใจใน แบรนด์และความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ในที่สุด

 

3. ใครคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก

4. ขนาดตลาดของการประกันแบบยึดโยงเป็นอย่างไร

ทั้งหมด 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 รายได้จากเบี้ยประกันภัยรับรวม (GWP) สำหรับเบี้ยประกันภัยทรัพย์สินและวินาศภัย จำนวน 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030

 

5. เหตุใดการทำประกันแบบยึดโยงจึงเป็นที่น่าสนใจ

นอกจากขนาดของตลาดแล้ว ความต้องการในการทำประกันยังมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากช่องว่างของความคุ้มครองนั้นสูงขึ้น จากปี 2000 ถึงปี 2020 ช่องว่างดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล ความเป็นเมือง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการขาดนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ

 

จากการศึกษาของ Swiss Re ช่องว่างของความคุ้มครองทั่วโลกนั้นสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเสียชีวิต และการดูแลสุขภาพถือเป็น 3 ปัจจัยแรกที่ส่งผลต่อช่องว่างที่เพิ่มสูงขึ้น และช่องว่างที่สูงที่สุดอยู่ในทวีปที่กำลังพัฒนาอย่าง ในเอเชียและละตินอเมริกา

 

 

6. บริษัทต่าง ๆ จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการประกันแบบยึดโยงนี้ได้อย่างไร

ในปี 2020 ชับบ์ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีชื่อว่า Chubb StudioSM ที่สามารถลดความซับซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวในการจัด จำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัยของบริษัทผ่านช่องทางดิจิทัลของพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก แพลตฟอร์มดังกล่าวนี้ช่วยให้พันธมิตรทางธุรกิจ ของชับบ์ในอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ การธนาคาร ฟินเทค สายการบิน โทรคมนาคม การค้าปลีก และอุตสาหกรรมอื่น ๆ สามารถเพิ่มระบบ ประกันภัยดิจิทัลได้ภายในระบบนิเวศของตนอย่างง่ายดายและต่อเนื่อง

 

Chubb Studio ช่วยให้บริษัทพันธมิตรสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลายของชับบ์ที่เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคนิยมได้ใน รูปแบบดิจิทัล รวมถึงประกันภัยสำหรับอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันสุขภาพ ประกันชีวิตแบบเพิ่มเติม ประกันภัยที่อยู่อาศัย ประกันภัย ทรัพย์สินในอาคาร ประกันภัยโทรศัพท์มือถือ ประกันภัยการเดินทาง รวมถึงประกันภัยธุรกิจขนาดเล็ก การบริการลูกค้า และขีด ความสามารถในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

 

ความสามารถในด้านต่าง ๆ ของ Chubb Studio มาจากการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กับแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก ก่อนการเปิดตัว Chubb Studio บริษัทมีพันธมิตรกว่า 150 รายทั่วโลก ความร่วมมือ 5 ประการที่เราได้แถลงไว้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาทำให้ บริษัทสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า 100 ล้านรายในทวีปเอเชียและละตินอเมริกา

 

คุณอาจมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการประกันแบบยึดโยงนี้ หากต้องการ คุณสามารถแบ่งปันข้อมูลกับผมได้ และหากคุณต้องการทราบว่าชับบ์จะ ทำงานร่วมกับคุณอย่างไร โปรดติดต่อผมหรือส่งอีเมลหาผมได้ที่ Gabriel.Lazaro@chubb.com

เคล็ดลับและแหล่งข้อมูล

เราช่วยให้คุณรับทราบข้อมูลและเคล็ดลับที่เป็นประโยชน์เหล่านี้

มีคำถามหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม?

ติดต่อเราเพื่อค้นหาวิธีที่เราสามารถช่วยให้คุณได้รับความคุ้มครองจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น