skip to main content

ชีวิตคนเราย่อมมีความเครียด ซึ่งอาจมาจากปัญหาในที่ทำงาน ความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่น หรือภารกิจที่มากเกินไป

แล้วคุณจะเตรียมรับความเครียดอย่างไร และจะกำจัดมันด้วยวิธีไหนเมื่อมันเกิดขึ้นจริงๆ? ที่จริงแล้ว วิธีรับมือมีหลายทาง ตั้งแต่การทำสมาธิไปจนถึงบำบัดด้วยกลิ่น แต่วันนี้ เราจะมาดูวิธีรับมือกับความเครียดโดยไม่ต้องมีการฝึกที่เข้มข้นหรือต้องพึ่งอุปกรณ์ ซึ่งก็คือการคิดในแง่บวก

การคิดบวกนั้นสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสุขภาพจิต ตราบใดที่คุณใช้มันอย่างถูกต้อง การคิดในแง่บวกไม่ได้หมายถึงการมองข้ามปัญหา หรือการอดทนอดกลั้น เพราะมันอาจแย่กว่าเดิมและตึงเครียดกว่าเดิมสำหรับคุณในระยะยาว ต่อไปนี้คือวิธีที่คุณจะนำการคิดในแง่บวกไปใช้เป็นกับดักความเครียด และเลิกใช้วิธีหนีปัญหากันเสียที

การรับมือกับเรื่องที่ไม่ดี

แง่มุมสำคัญของการคิดบวกไม่ใช่การบังคับให้ตัวเองมีความสุข แต่เป็นการรู้ทันความคิดที่กลายเป็นลบได้อย่างทันท่วงที เราทุกคนต่างมีเสียงในความคิดที่เราพูดกับตัวเองตลอดทั้งวัน ซึ่งนั่นคือการที่มนุษย์เราใช้ความคิด อย่างไรก็ดี การพูดกับตัวเองอาจลงเอยด้วยการเพิ่มความเครียดให้กับตัวเราเอง

คุณเคยนอนต่อโดยไม่สนใจเสียงนาฬิกาปลุกไหม รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองลืมรีดชุดทำงาน อาจทานมื้อเช้าไม่ทัน หรือแม้แต่เจอเรื่องแย่ๆ ในตอนเช้าและคิดว่า “นั่นไง วันนี้มันวันซวยของเรานี่เอง”? เหตุการณ์ทำนองนี้นั้นเกิดขึ้นบ่อยๆ และชี้นำว่ามันเป็นจุดจบของวันสำหรับคุณ แน่นอนว่าวันของคุณไม่ได้พังอย่างที่คิด คุณแค่เจอเรื่องแย่ๆ ไม่กี่เรื่อง และมันก็ไม่เกี่ยวกับเวลาที่เหลือของวัน อีกทั้งไม่มีเหตุผลที่คุณจะไม่ยอมทำเวลาที่เหลือให้เป็นไปในแง่บวก อย่างไรก็ดี ถ้าคุณเริ่มวันใหม่โดยอนุมานว่าอะไรๆ ก็พังเสียแล้ว คุณกำลังวาดภาพเหตุการณ์ให้เป็นลบยิ่งขึ้น และพบว่าตัวเองก็เครียดได้แม้กับสิ่งเล็กๆ ที่ไม่สำคัญ

การพูดกับตัวเองนั้นเป็นการกำหนดทิศทางความคิดให้แก่ตัวเอง คุณอาจคิดว่าตัวเองกำลังมองเห็นสิ่งต่างๆ ในแง่บวกหรือลบล้วนๆ อันที่จริง มันยากที่สิ่งใดก็ตามจะดีหรือลบทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับ ‘การเลือกมอง’ เช่น วันนี้คุณอาจทำงานได้มาก แต่คุณก็ยังจดจ่ออยู่กับงานสองอย่างที่ทำไม่เสร็จ แทนที่จะมองเห็นงานแปดอย่างที่ทำเสร็จไปแล้ว การมองข้ามด้านบวกของสถานการณ์ และขยายด้านลบให้เด่นชัดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ให้มองตามสถานการณ์ที่เป็นจริง และรู้เท่าทันความคิดในแง่ลบ

บริหารวิธีคิด

ตอนนี้คุณพอจะได้รู้แล้วว่านิสัยการคิดลบแบบไหนที่ต้องระวัง และควรเริ่มเปลี่ยนแปลง ดีที่สุดคือการมองเรื่องราวในชีวิตทีละด้าน คุณอาจนำไปใช้กับชีวิตในการทำงาน จากนั้นเมื่อจัดการได้ดีแล้ว จึงค่อยปรับไปใช้กับชีวิตส่วนตัวต่อไป

เมื่อพบว่าตัวเองรู้สึกเครียดเกี่ยวกับบางสถานการณ์ ลองสังเกตรูปแบบการคิดลบของตัวเอง เช่น การเลือกมองหรือการคิดว่ามันเป็นจุดจบ จากนั้นจึงพยายามรับมือโดยเปลี่ยนลักษณะการพูดกับตัวเอง ค่อยๆ ใช้สติในการเปลี่ยนวิธีที่ตัวเองใช้ในการมองสถานการณ์

ยกตัวอย่าง ถ้าคุณพบว่าตัวเองกำลังคิดว่าคุณทำงานไม่ค่อยได้งานดังตัวอย่างที่กล่าวมาแล้ว ให้รู้สึกตัวและคิดว่าคุณกำลังเลือกมองแต่เฉพาะบางสิ่ง แล้วหันมาจดจ่อกับสิ่งที่ทำเสร็จไปแล้วแทน ลองแสดงความยินดีกับตัวเองที่ทำงานแต่ละงานได้เสร็จ และคิดว่ามันทำให้อะไรๆ ในช่วงเวลาที่เหลือในสัปดาห์ง่ายขึ้นแค่ไหน

breathe neon sign

คุยกับตัวเองเหมือนคุยกับเพื่อน

ส่วนสำคัญของการบริหารวิธีคิดก็คือ ารเปลี่ยนลักษณะการพูดกับตัวเอง และหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดก็คือการคุยกับตัวเองเหมือนคุยกับคนอื่น บ่อยครั้งที่เราให้คำแนะนำแก่เพื่อนๆ ที่เผชิญกับความเครียดได้อย่างดีและมีมุมมองในแง่บวกเต็มไปหมด แต่พอตัวเองเครียดกลับทำได้ไม่ดีเท่า

ลองจินตนาการว่าเพื่อนคนหนึ่งของคุณมาหาและเปรยว่าทำงานหนักแต่ไม่ค่อยได้งานเลยและรู้สึกเครียด คุณจะตอบไปว่าเพื่อนคนนั้นคิดถูกแล้ว? แล้วจะทำอย่างไรให้งานที่เหลือเสร็จทันสิ้นเดือน? คุณคงไม่ตอบบแบบนี้ คุณอาจบอกเขาว่าอย่ากังวล เพราะยังมีเวลามากกว่าที่คิด และถ้างานล้นมือเกินไป ก็ยังขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างได้ ถ้าคุณยังพูดเช่นนี้กับใครๆ ได้ ทำไมคุณจึงไม่ทำแบบเดียวกันกับตัวเอง?

นี่คือกุญแจสำคัญในการกำจัดความเครียดด้วยความคิดเชิงบวก ลองปฏิบัติต่อตัวเองเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติต่อผู้อื่น ปลอบโยน ให้ความเชื่อมั่น และกำลังใจ ซึ่งนี่ไม่ใช่การมองข้ามปัญหาเหมือนซุกฝุ่นไว้ใต้พรม แต่เป็นการเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างมีเหตุผลและเป็นไปในเชิงบวก

blue sky and a van with never stress written on it