หลากหลายปัญหาที่ต้องพบเจอในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเรื่องโรคระบาด ค่าครองชีพ รถติด สภาพแวดล้อมในการทำงาน ฯลฯ ล้วนส่งผลต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ยิ่งปัญหากระทบต่อสุขภาพใจมากเท่าไหร่ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายด้วยเช่นกัน เพราะสุขภาพใจก็ไม่ต่างจากสุขภาพกายที่ต้องได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ดังว่าใจเป็นนายกายเป็นบ่าว หากสุขภาพใจดีเราก็จะมีกำลใจและแรงใจสู้ ฟันฝ่าปัญหาต่างๆได้ สำหรับการบริหารกายนั้นเราต่างก็คุ้นเคยดีกับการออกกำลังเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แล้วการบริหารจิตใจให้แข็งแรงล่ะเขาทำกันอย่างไร? ลองมาดูกันการบริหารจิตใจให้มีสุขภาพดีมีหลายวิธี ได้แก่

การฟังเพลง

เสียงเพลงจะช่วยปรับอารมณ์และมุมมองของคุณให้ดีขึ้นได้ ยิ่งวันไหนที่รู้สึกอ่อนล้า เบื่อ หรือเครียด ลองหาเพลงที่จังหวะเร็วขึ้นมาหน่อย มีจังหวะที่สนุก และเนื้อหาที่เป็นบวก ยิ่งได้ร้องตามและโยกไปด้วยก็จะทำให้รู้สึกดีมาก หรือบางคนอาจจะชอบแนวผ่อนคลาย อาจลองเปิดเพลงบรรเลง เพลงเลียนเสียงธรรมชาติ หรือแนวคลาสสิคขึ้นมาฟัง ก็สามารถช่วยปรับอารมณ์ได้ดีเช่นเดียวกัน 

ลองพูดคุยกับคนอื่น

ด้วยเวลาที่เร่งรีบในแต่ละวัน หลายคนเมื่อถึงที่ทำงานก็จะก้มหน้าก้มตาทำแต่งาน พอกลับถึงบ้านก็ไม่ค่อยมีเวลาทำอะไรแล้ว ยิ่งบางคนอยู่คนเดียว อาจทำให้วันๆ ไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์กับใครหรือพูดคุยเล่นกัน อาจจะทำให้รู้สึกเหงา เศร้า และเครียดสะสมได้ จริงๆ แล้ว ในแต่ละวันเราสามารถแบ่งเวลาเพียงไม่กี่นาที พูดคุยแบบสบายๆ กับเพื่อนร่วมงาน คนรู้จัก เพื่อถามสารทุกข์สุขดิบหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องที่คุณและคู่สนทนาสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ซึ่งการพูดคุยถือเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพใจให้แข็งแรงและทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมโดยธรรมชาติที่ ต้องการพูดคุยติดต่อสื่อสารกับคนอื่น 

หัวเราะบ่อยๆ

การหัวเราะจะช่วยปรับอารมณ์ของคุณให้สดใสขึ้นได้ในทันที เป็นเหมือนเป็นยาชูกำลังของจิตใจ เพราะการหัวเราะและการยิ้มจะสามารถส่งผลต่อความรู้สึกและจิตใจของเราทำให้รู้สึกมีความสุขร่าเริงขึ้น ช่วยขจัดความเครียด และเป็นการมองโลกในแง่ที่ดี แม้บางครั้งจะเป็นการยิ้มหรือหัวเราะปลอมๆ ก็ตาม โดยในแต่ละวันคุณควรพยายามหาเวลาอยู่เพื่อน หรือคนที่คุณรักให้ได้พูดคุยและหัวเราะไปด้วยกัน อาจลองหาภาพยนตร์ตลกมาดู หรือเล่าเรื่องขำๆ ที่เจอให้กันฟัง เป็นต้น

เคลื่อนไหวร่างกายบ้าง

ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เรานั่งติดโต๊ะและติดจอกันมากขึ้น ไม่ค่อยมีการขยับร่างกายเท่าที่ควร ซึ่งจริงๆ แล้ว สภาพร่างกายจะสัมพันธ์กับจิตใจ หากเกิดเส้นตึง กล้ามเนื้อเกร็ง และเลือดไหลเวียนไม่สะดวกจากการไม่ขยับร่างกาย จะทำให้เมื่อยและอ่อนล้าได้ง่าย รวมถึงอาจเกิดการบาดเจ็บในระยะยาวหากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นอกจากนี้ยังทำให้สมองไม่แล่นและความคิดสร้างสรรค์ลดลงด้วย ดังนั้นในแต่ละชั่วโมงคุณควรลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน ยืดเส้นยืดสายสักสองสามนาที หรือหลังทานอาหารกลางวันก็ควรเดินย่อยก่อนสัก 15 นาที ก่อนที่จะกลับมานั่งทำงานต่อ และหลังเลิกงานหากได้ออกกำลังกายด้วยก็จะดีมากๆ 

ฝึกทำสมาธิ

การทำสมาธิเป็นประจำจะช่วยให้คุณควบคุมสติ อารมณ์ และความรู้สึกได้ดียิ่งขึ้นเมื่อเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกสับสนหรือเครียด คุณจะสามารถจัดการได้อย่างอย่างมีสติและกลับมาอยู่ในภาวะสมดุลทางจิตใจได้เร็วขึ้น นอกเหนือจากความสงบนิ่งที่ได้พัฒนาขึ้น การทำสมาธิเป็นประจำจะช่วยให้จิตใจจดจ่อ ความจำดีขึ้น และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เร็วขึ้นอีกด้วย

Chubb LifeBalance แอปพลิเคชันดูแลสุขภาพแบบรอบด้าน

แอปพลิเคชันดูแลทั้งสุขภาพกาย ใจ และไลฟ์สไตล์ พร้อมโค้ช AI ที่คอยแนะนำคุณแบบเรียลไทม์