เหตุใดคุณจึงต้องมีแผนการบริหารจัดการความเสี่ยง

ไฟจราจรสีเขียว -

ในปัจจุบันนี้มีการแข่งขันและการปรับตัวให้ทันยุคสมัยสูง ทำให้คุณอาจต้องประสบปัญหาขาดแคลนทักษะ ต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ซับซ้อนยิ่งกว่าที่เคย เราต้องพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น อีกทั้งภัยธรรมชาติก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งคุณจะเห็นได้ว่าเหตุใดธุรกิจในตลาดขนาดกลางและขนาดย่อมจึงจำเป็นต้องมีแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงที่ต้องเผชิญให้น้อยที่สุด

หากยังไม่มีแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วล่ะก็ เราได้รวบรวบข้อมูลมาให้แล้วว่าธุรกิจของคุณอาจมีความเสี่ยงในด้านใดบ้าง พร้อมแนะนำวิธีดำเนินการที่สามารถใช้ป้องกันหรือลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุดได้ ดังนี้

1. การดำเนินธุรกิจและทรัพย์สิน

  • ติดตั้งเครื่องตรวจจับควันให้เพียงพอกับสถานที่ประกอบธุรกิจของคุณและว่าจ้างผู้รับเหมาที่ผ่านการรับรองให้เข้ามาตรวจสอบและทดสอบระบบทุกๆ 12 เดือน
  • ใช้งาน จัดเก็บ และจ่ายของเหลวไวไฟหรือติดไฟอย่างเหมาะสม
  • ตรวจสอบการทำงานของระบบไฟฟ้า รวมถึงทำการตรวจสอบกล่องพักสายไฟหลักทุกสามปี และเปลี่ยนปลั๊กไฟต่อพ่วงเป็นสายไฟติดตั้งถาวร
  • ดูแลรักษาทางเดินและที่ทำงานให้โล่งกว้าง ปราศจากสิ่งกีดขวาง
  • ตรวจสอบว่าพนักงานและผู้มาติดต่อใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสมเมื่อจำเป็น
  • ตรวจสอบว่าเครื่องจักรมีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมและมีกระบวนการ lockout/tagout (ล็อคและตัดแยกระบบพลังงานและติดป้ายบอก) อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรในเอกสาร
  • จัดเตรียมพื้นที่ต้อนรับที่ปลอดภัยและมีการควบคุมอย่างดีสำหรับผู้มาติดต่อและลูกค้า

2. พนักงาน

  • ทำการตรวจสอบประวัติส่วนตัวและประวัติการจ้างงานเมื่อต้องการว่าจ้างพนักงาน
  • ฝึกอบรมด้านนโยบายองค์กร โปรแกรมความปลอดภัย การบริหารจัดการข้อมูล และการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินให้แก่พนักงานใหม่และพนักงานทุกคนทุกปี
  • จดบันทึกรายละเอียดเมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรม
  • ตรวจสอบว่ามีการจัดสถานที่ทำงานตามหลักสรีรศาสตร์แล้วหรือไม่
  • พัฒนา ทบทวน และทดสอบแผนการอพยพฉุกเฉินทุกๆ 12 เดือน
  • กำหนดนโยบายและการป้องกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉ้อโกงและการยักยอกเงิน
  • ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยที่สามารถตัดการเข้าถึงของอดีตพนักงานและผู้รับเหมาได้อย่างง่ายดาย
  • ฝึกอบรมพนักงานให้สามารถใช้งานและดูแลอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลได้อย่างถูกต้อง

3. สภาพอากาศที่รุนแรง

  • จัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจและแผนตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน และทบทวนแผนดังกล่าวเป็นประจำทุกปี
  • ในบริเวณที่เกิดพายุเฮอร์ริเคน: วางแผนยึดอุปกรณ์ติดตั้ง อุปกรณ์ และที่จัดเก็บกลางแจ้งให้แน่นหนา ติดตั้งแผงบังเฮอร์ริเคน และเผื่อเวลาให้พนักงานอพยพอย่างปลอดภัยเพื่อกลับไปดูแลบ้านของตนเอง
  • ในบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหว: ตรวจสอบสิ่งก่อสร้างว่ามีจุดอ่อนทางโครงสร้างบ้างหรือไม่ ยึดชั้น ชั้นวาง และเฟอร์์นิเจอร์ไว้
  • กับพื้นหรือกำแพง และติดฟิล์มป้องกันไว้ที่หน้าต่าง
  • ในบริเวณที่อาจเกิดไฟป่า: เผื่อพื้นที่ว่างสำหรับป้องกันไฟป่าโดยรอบตึกโดยให้ห่างจากตึกประมาณ 100 ฟุต รดน้ำต้นไม้รอบตึกและหลีกเลี่ยงการจัดเก็บวัตถุติดไฟไว้ด้านนอก
  • ในบริเวณที่เกิดอุทกภัย: เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นไว้ให้พร้อมต่อการใช้งาน (ถุงทราย กำแพงกั้นน้ำ และอื่นๆ) เคลื่อนย้ายทรัพย์สินสำคัญให้สูงขึ้นจากระดับความสูงของน้ำท่วมที่ประเมินไว้อย่างน้อยหนึ่งฟุต และติดตั้งระบบควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีและสารก่อมลภาวะกระจายออกมา
  • ว่าจ้างช่างทำหลังคาที่ผ่านการรับรองให้เข้ามาทำการตรวจสอบหลังคาทุกปี

4. เหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพ

  • คิดแผนเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพไว้ในระหว่างการเตรียมการเพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจโดยทั่วไป
  • ร่างวิธีการตอบสนองและขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ เพื่อฟื้นฟูธุรกิจในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพอย่างรุนแรง เช่น การระบาดเป็นวงกว้างหรือเหตุการณ์แพร่ระบาดใหญ่ของโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ
  • ร่วมมือกับทีมทรัพยากรบุคคลในการกำหนดรูปแบบการทำงานทางเลือกสำหรับพนักงาน เช่นการทำงานทางไกล เป็นต้น

ให้ความรู้เกี่ยวกับระเบียบการและวิธีการด้านสุขอนามัยแก่พนักงานเพื่อให้สามารถป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ

5. ระบบไอทีและเทคโนโลยี

  • สร้างแผนความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไอทีที่ผ่านการรับรอง โดยใช้มาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์อันเป็นที่ยอมรับสำหรับประเภทธุรกิจของคุณ ทำการสื่อสารและติดต่อทางไซเบอร์กับลูกค้าและผู้ให้บริการ
  • ออกแบบและทดสอบแผนการตอบสนองต่อการเจาะระบบและแผนการเพื่อรับมือกับการโจมตีจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่
  • ทำการสำรองข้อมูลสำคัญและข้อมูลระบบไว้นอกสถานที่และทดสอบการกู้ระบบเป็นประจำ
  • ฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับการตั้งรหัสผ่านที่เหมาะสม วิศวกรรมสังคม/ฟิชชิง และการป้องกันข้อมูลที่อ่อนไหวทุกปี
  • ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่อ่อนไหว เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล สุขภาพ และข้อมูลทางธุรกิจ
  • ตรวจสอบระบบการผลิตที่ต้องใช้เทคโนโลยีการดำเนินการว่ามีกลไกการควบคุมความปลอดภัยทางไซเบอร์แยกต่างหากหรือไม่เพื่อป้องกันการลอบทำลายอย่างจงใจ รวมถึงข้อผิดพลาดที่ไม่เจตนาซึ่งเกิดขึ้นจากพนักงานและบุคคลที่สามที่ได้รับความไว้วางใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ให้ชับบ์ปกป้องดูแลคุณ

โปรดติดต่อเราเพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองจากความเสี่ยงต่างๆ