วางแผนการเงินคนวัย 30 อัพ

เพื่อนร่วมงานชายหญิงใส่ชุดทำงานดูดี เดินคุยบริเวณทางเดินนอกอาคารที่ทำงาน
ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไปนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง “สร้างความมั่นคงเพื่ออนาคต” ทั้งเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้ตนเอง และเริ่มที่จะสร้างครอบครัว เนื่องจากมีรายได้สูงขึ้นระดับหนึ่ง หน้าที่การงานกำลังก้าวหน้าจากประสบการณ์ทำงานที่มากขึ้น เมื่อมีรายรับเพิ่มแล้ว ควรรู้จักใช้และรู้จักออมด้วย รวมถึงลงทุนอย่างไร เพื่อสานฝันตามเป้าหมาย และคุณภาพชีวิตที่ดีในภายหน้า วันนี้เรามีตัวอย่างการวางแผนการเงินดีๆ มาฝากกันดังต่อไปนี้

1. ออมเงินอย่างสม่ำเสมอ

โดยจัดสรรอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10% ของรายได้ หรือมากกว่า ซึ่งก็แล้วแต่ศักยภาพการหารายได้ของแต่ละคน เงินออมที่สะสมไว้เพื่อตอบโจทย์แผนอนาคตระยะสั้นและยาว เช่นทุนการศึกษาบุตร ต่อเติมหรือซื้อบ้านใหม่ ตั้งต้นทำธุรกิจ เงินใช้จ่ายยามเกษียณ หรือไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เช่นเจ็บป่วย ตกงาน เป็นต้น อย่างน้อยควรมีเงินเก็บเท่ากับรายได้ต่อเดือน 6-10 เดือนขึ้นไป การออมนี้ควรอยู่ในรูปแบบที่มีสภาพคล่องค่อนข้างสูง เช่นเงินฝากออมทรัพย์ หากจำเป็นต้องใช้ทันที ก็สามารถเบิกได้เลย ทั้งนี้ หากมีเหลือเก็บ เป็นเงินเย็นก็ลองพิจารณาการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ด้วย

2. แบ่งเงินลงทุน

นอกจากเงินออม ควรแบ่งเงินไว้สำหรับลงทุนด้วย เพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า สำหรับคนวัยทำงานควรเลือกลงทุนแบบผสม ที่มีความเสี่ยงต่ำและความเสี่ยงสูงควบคู่กันไปเพื่อโอกาสการรับผลตอบแทนที่มากขึ้น ทั้งนี้ สัดส่วนขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินและระดับความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคน และที่สำคัญควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนด้วย เพราะการลงทุนแต่ละแบบมีจุดเด่น จุดด้อย ระดับความเสี่ยง และโอกาสรับผลตอบแทนที่ต่างกัน ประเภทการลงทุนเบื้องต้น ได้แก่

• ตราสารหนี้ระยะสั้น คือตราสารทางการเงินประเภทหนึ่งที่ผู้ออกตราสารหนี้ มีภาระหน้าที่ในการจ่ายดอกเบี้ยและมูลค่าไถ่ถอน ให้แก่เจ้าหนี้หรือนักลงทุนในตราสารหนี้ การลงทุนในตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนระยะสั้นๆ ระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี หรือมากกว่า 1 ปี มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจ่ายตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา เช่น ทุก 3, 6 เดือน หรือทุกปี และจะมีการจ่ายเงินต้นคืนหรือมูลค่าไถ่ถอนเมื่อครบสัญญา ข้อดีของการลงทุนประเภทนี้คือนักลงทุนได้รับกระแสเงินสดสม่ำเสมอ สามารถวางแผนการเงินได้ง่าย และความเสี่ยงต่ำมาก แต่ผลตอบแทนที่ได้รับก็ต่ำเช่นกัน ในบางภาวะตลาด ผลตอบแทนอาจต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อเสียอีก

• พันธบัตร คือตราสารทางการเงินซึ่งออกโดยหน่วยงานของรัฐบาลเพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชนทั่วไป โดยผู้ออกพันธบัตรมีฐานะเป็นลูกหนี้ และผู้ถือพันธบัตรมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ ปกติพันธบัตรจะมีอายุยาวมากกว่า 1 ปี ส่วนมากอยู่ระหว่าง 5-30 ปี ข้อดีคือความเสี่ยงต่ำ เพราะมีรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจเป็นลูกหนี้ ผลตอบแทนที่ได้รับคือดอกเบี้ย ซึ่งเป็นอัตราที่ผู้ออกพันธบัตรระบุไว้ตั้งแต่แรก และจ่ายให้กับผู้ลงทุนตลอดอายุของพันธบัตร อย่างไรก็ดี กำไร/ขาดทุนจากการขายอาจเกิดขึ้นได้ กรณีที่ผู้ลงทุนขายพันธบัตรก่อนครบกำหนดซึ่งมีส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย

• หุ้นกู้ จัดอยู่ในประเภทตราสารหนี้ระยะยาวคล้ายกับพันธบัตร ต่างกันตรงที่ผู้กู้เพื่อระดมทุนหรือลูกหนี้คือบริษัทเอกชน ส่วนผู้ลงทุนคือเจ้าหนี้ ทั้งนี้ เงื่อนไขของระยะเวลาและการจ่ายผลตอบแทนจะแตกต่างกันแล้วแต่บริษัทที่ออกหุ้นกู้ ปกติบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือสูง จะให้ผลตอบแทนกลางๆ แต่บริษัทที่ได้เรทติ้งความน่าเชื่อถือต่ำกว่า มักจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า แลกกับความเสี่ยงของผู้ลงทุน หากจะลงทุนในหุ้นกู้ ควรศึกษาบริษัทที่ออกหุ้นกู้ให้ดี ต้องมีความมั่นคง โอกาสเติบโตดี และมีความสามารถในการชำระหนี้คืน รวมทั้งศึกษาเงื่อนไขของหุ้นกู้ให้ดี เช่นหุ้นกู้ที่เสนอเป็นแบบมีประกันหรือไม่มี ด้อยสิทธิหรือไม่ด้อยสิทธิ เพราะหากลูกหนี้ไม่สามารถจ่ายคืนเจ้าหนี้ได้ โอกาสที่พอจะได้เงินต้นคืนมาบ้างยังพอมีอยู่ไม่มากก็น้อย

• ลงทุนในตลาดหุ้น เป็นการซื้อสิทธิความเป็นเจ้าของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ผลตอบแทนจะมาจากราคาหุ้นที่สูงขึ้น รวมถึงเงินปันผล แต่มีโอกาสขาดทุนจากราคาหุ้นที่ลดลงได้เช่นกัน นับว่ามีความเสี่ยงสูง แต่ก็มีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน ทั้งนี้ ควรศึกษาข้อมูลก่อนลงทุนเสมอ และกำหนดสัดส่วนการลงทุนชนิดนี้ไม่ให้มากเกินไป อยู่ในระดับที่รับความเสี่ยงได้ หรือหากไม่มีความเชี่ยวชาญ อาจลงทุนผ่านกองทุนฯ ที่มีนโยบายการลงทุนในตลาดหุ้นแทน เพื่อลดความเสี่ยงลง จากการที่ให้ผู้จัดการกองทุนบริหารเงินลงทุนแทนเรา

• ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ มองหาโอกาสลงทุนเพื่อทรัพย์สินที่เพิ่มมูลค่า เช่น ที่ดิน บ้าน หรือคอนโด อาจจะเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือให้เช่า แม้จะเป็นการสร้างภาระหนี้ก้อนใหญ่ แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์นั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตลอดทุกปีอยู่แล้ว อย่างไรก็ควรศึกษา และประเมินความพร้อมก่อนตัดสินใจซื้อ เนื่องจากเป็นการลงุทนที่มีสภาพคล่องต่ำ ทั้งนี้หากต้องกู้ยืม ภาระหนี้สินที่จ่ายในแต่ละเดือนควรรักษาให้อยู่ไม่เกิน 30% ของรายได้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกดดันตัวเองจนเกินไป และยังพอมีเงินเหลือใช้เหลือเก็บบ้างในแต่ละเดือน เผื่อจำเป็นต้องใช้ยามฉุกเฉิน

3. รู้จักบริหารภาษี

เมื่อมีรายได้สูงขึ้น ฐานภาษีก็เพิ่มในอัตราก้าวหน้าตาม แต่รัฐบาลก็เปิดโอกาสให้การออมหลายอย่างสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ เช่น เบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันสุขภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ฯลฯ ในระยะยาวการออมเพื่ออนาคตนั้นคือสาระหลัก แต่ในระยะสั้นก็ถือว่าสร้างผลตอบแทนได้ทันทีจากเงินคืนภาษีตามฐานภาษีของแต่ละคน ฉะนั้น จึงควรเลือกรูปแบบการออมและระยะเวลาที่เหมาะสม ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินรวมทั้งศึกษาเกี่ยวกับข้อกำหนดของกรมสรรพากรเพื่อผลประโยชน์สูงสุดที่ควรจะได้รับด้วย

4. ลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิด

อย่างเช่นการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการเก็บออม และลงทุนเพื่ออนาคต จะเปรียบเสมือนเกมรุก แต่จะให้สมบูรณ์แล้วควรมี เกมรับที่ดีด้วยเช่นกัน เมื่อเจ็บป่วยต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือเป็นโรคร้ายแรง หรือเกิดอุบัติเหต ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียจนกระทบต่ออาชีพการงานหรือการหารายได้ หรือกระทั่งทำให้ต้องควักเงินค่ารักษาตัวก้อนโต โดยนำเงินที่ออมไว้หรือเงินลงทุนมาใช้จ่ายกับเหตุฉุกเฉินแทน สุดท้ายแผนที่วางไว้เป็นอันต้องสะดุดหรือล้มพับไป การลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ให้เหลือน้อยที่สุดคือพื้นฐานที่จำเป็นของการรักษาและเพิ่มพูนสินทรัพย์ที่มีอยู่ ประกันชีวิตและประกันภัย คือสิ่งที่จำเป็น เพราะความเจ็บป่วยและอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ชับบ์ ไลฟ์ ใส่ใจทุกรายละเอียดของชีวิต

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

แบบประกันสุขภาพ
แบบประกันสุขภาพ
แบบประกันเพื่อการออม
แบบประกันเพื่อการออม
ให้ ชับบ์ ไลฟ์ ช่วยดูแลเป้าหมายในชีวิตของคุณ

ปรึกษาเรา เพื่อช่วยเติมเต็มความต้องการด้านประกันชีวิตของคุณ